ค้นหาบล็อกนี้

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปางเพ็งเจ้าแวะยาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปางเพ็งเจ้าแวะยาม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ผู้ประมาณตน | Expert

สัญญาณลับส่องเช้า
โลกแค่ช่วงแขนจากพื้น
หัวเราะกับตนเอง
ใครหรือ จักก้มลงทัศนา

เธอชูคอชมเมฆฟ้า
ข้างต้นผู้สูงส่ง
เรามิอาจเท่าเทียม

ชั่วระยะลมนิ่ง
ค้อมคารวะความต่าง
ทุนบุญนอบน้อม
สำเหนียกในหมากผล

ในทางสีเปลือกไม้
ร่องรอยการดิ้นรน
ความงามตะปุ่มตะป่ำ
วนซ้าย วาดเว้าแหว่ง
วนขวา แต้มกาบเผยอ
'ลำบากทำกำไรงาม'

| ทางหอม
• อัง.12.11.2556
▪︎ปรุงใหม่ ศ.25.12.2563

---
Secret signal in the morning
The world is just arm from the ground
Laugh at myself
Who will bow down to take a tour

She raised her head to admire the clouds
Above the noble
We cannot be equal

For the rest of the wind
Salute the difference
Submissive merit capital
Perceptive

In the bark color way
Traces of struggle
Knobby beauty
The left loop draws indented.
Right loop
'Difficult and profitable'

| ThangHom
• Ang. 12.11.2556
▪︎Newly cooked Fri 25.12.2020

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ผู้ข้องอยู่นาน | Longtime participant



คำสารภาพของเดือนอ้าย
สะเทือนทั่วสากลธาตุ
ไม่มีดอกไม้และลมหนาว
พายุหิวกระหาย
โจมตีทุกถิ่นที่

เธอหย่อนตัวนิ่ง
ข้องกับกิ่งรักกิ่งหลง
นานเท่านาน

คำเตือนของฝุ่นดิน
ระคนห่วงใย
เพียงชั่วใบไม้พลิกไหว
'ไม่แน่! ไม่แน่!'

กลิ่นข้าวใหม่
เธอมิยอมดอมหอม
อวลไอในหวดเก่า
เธอวางทิ้งเหมือนเศษชิ้นความชัง

ต่างหมายในหมาย
ต่างเพลินผจญเพลิน

ทางหอม
จ.11.11.2556
ปรับปรุง จ.22.12.2563

---

Confession of First month
Shaken across the universal element
No flowers and cold wind
Hungry storm
Attack everywhere

She fell still.
In connection with King Rak King Long
How long

Warning of soil dust
Concerned people
Just a moment the leaves turn around
'Of course not! Not sure! '

New rice smell
She does not perfection.
Awali in an old steamer
You left it like a piece of hate

Different mean
Enjoy the fun

ThangHom
Mon 11.11.2012
Update Mon 22.12.2020

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ผู้ข้ามพ้น | Transcendent

ผู้ข้ามพ้น


ไออุ่นของวันห่วงหา

ทุ่งนาสีดอกแคแดง

ผู้อยู่ไกลรำพัน

ฟังสิ! บทเพลงคิดถึง


เธอเลยวัยเป็นผักลวก

ประดับต้นแม่

ส่องประกาย ตื่น รู้


สิเน่หาของรูปทรง

เสริมสร้างแก่นแท้

ดึงดูดหมู่มดแดง

‘จุมพิตสลายทุกข์’


จำนวนนับของอายุ

เธอมิพรั่นพรึง

ยืนหยัดนวลน้ำใจ

ชื่นเย็นเป็นทาน

อุ่นเอื้อเป็นกำนัล


วันตกอับ สับสน

คืนลังเล

มิตรแท้  

นำข้ามพ้น


|ทางหอม

ศ.8.11.2556

ปรับปรุง จ.14.12.2563





Transcendent


The warmth of the day

Cornfield red flowers

Faraway

Listen! Nostalgic song


She is too old to be boiled vegetables.

Decorate the mother plant

Shine


Affection of form

Strengthen the essence

Attracting red ants

'Kiss dissolves suffering'


Number of age

She is not afraid.

Stand firm, good-natured

Juicy as a profit

Warm as a gift


Confused Underdog day 

Hesitant night

good friend

Lead over


| ThangHom

Fri 8.11.2556

Update Mon 14.12.2020


วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ผู้อยู่หลังบ้าน | Backyard

|ผู้อยู่หลังบ้าน

เดือนของการเริ่มต้น
ส่งไออุ่นผ่านแดดเช้า
ของวันเบิกบาน
อันซ่อนตัวตนอยู่ในนั้น

หลังบ้านพัก
เธอโปรยเสน่ห์
ปลื้มมายา การจัดวาง
นั่นแสงความหวังดี
ลอดใต้เรือนร่มมะม่วง
บวบขึ้นคลุมตอ
มะม่วงของวันเก่าก่อน
เพื่อนของส่วนสุนทรภพ

บรรยากาศสีดอกบวบ
นั่นแน่ะ---การเริ่มต้น
ดั่งการพุ่งทะยานออกไป
จนสุดกำลัง

บางอริยาบทยิ่งกว่า
กำลังหนุนอภิมหากองทัพ
เปิดเผย
ที่มั่นหลังบ้านพักสักหลัง

|ทางหอม
ส.9.11.2556
ปรับปรุง อา.13.12.2563


|Backyard

Month of initiation
Send warmth through the morning sun
Of joyful days
Which hides himself in it

Behind the house
She flaunts
Appreciate the layout
That light, good hope
Pass under a mango umbrella
Zucchini covered the stump.
Mango of the old days
Friend of the world beauty

Zucchini flower color atmosphere
That's right --- the beginning
As it soars out
All the way

Some chapters more than
Supporting the great army
reveal
A stronghold behind a house

| Poem by ThangHom
Sat. 9.11.2556
Update Sun. 13.12.2020
Translate by https://translate.google.co.th/

---
(ภาพต้นฉบับ | Original work)




วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ผู้พึ่งพิง | Dependent

สายสวัสดิ์วันอาทิตย์
เขียวเครือบวบทุ่ง
เคลือบหัวใจเถียงนา
ฟังใครสักคน ขับลำ
ทำนอง เพลินละมุน

เธอเกาะไต่ต้นหว้า
สัมผัสมั่นละไม 
ชั่วชีวัน

ขอโทษ หากรบกวน
ขออภัย หากก้าวล่วง
ขอกอดหอมด้วยมิตรภาพ
ฉ่ำชื่นดั่งฝนในพรรษา

ให้กวี
ยลแล้วแย้มถ้อย
สะท้อนธาตุเอื้อปัน
กี่ฤดูดอกบวบเหลือง
กี่ฤดีลูกบวบอ่อน
อ่อมแซ็บ...

'ไม่เสียชาติเกิด'
โอ... รสชาติผู้พึ่งพิง


ทางหอม
พุธ 6.11.2556
ปรับปรุง พุธ 9.12.2563

---

Good morning sunday
Green zucchini fields
Glaze heart arguing na
Listen to someone to drive
Melody

She clung to the Wa tree.
Feel the Lamai
Forever

Sorry if bothering
Sorry if we go through
Let's hug Hom with friendship.
As juicy as the rainy season

To the poet
And then make a statement
Reflect Element Eua Pan
How many seasons yellow zucchini flower
How many
Aom Zab ...

'Did not lose your birth'
Oh ... Dependent taste


Poem by Thanghom
(Translate by  https://translate.google.co.th/?hl=th)

---
(ชมภาพต้นฉบับ ข้างล่างครับ)





วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ผู้ยิ้มแย้ม

ผู้ยิ้มแย้ม

วันเสาร์แสนเบาโล่ง
คันนาสีดอกหญ้า
กลับมาเป็นชาวนา
ในวัยสี่สิบ

เธอยิ้มรับขวัญ
ไม่ประจบสายตา
ไม่โหยหาของฝาก

พจนาของทุ่งกว้าง
ประกาศสดุดีสมถะ
'ใดไม่สมควร'
ขณะเท้าทั้งคู่หยุดสดับ

ราคากี่บาท
เธอไม่เคยทวงถาม
นางแบบไร้นาม
ขึ้นกล้อง
เป็นไฟล์แบ่งปันทั่วหล้า

ประทับรอยไว้ลึก
ประหนึ่งใครสักคน
คราสบตาคนรัก

|ทางหอม|
อ. 5 พ.ย. 2556



วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ผู้มาก่อน


อาคารของสงบพริ้ม
มณฑปสีกลีบลำดวน
หลายใจเพียรพนมมือ
นมัสการความเบิกบาน

เธอไม่มีชื่อใด
มดดำในซอกกลีบ
อาศัยเป็นที่พักร้อน

ข้อปล้องของคำรำพึง
นับได้ไหมเล่า
'ประกายทองแท้'
ในชั่วขณะลมไหวใบวาบ

ในระเบียบกิ่งก้าน
เธอเป็นดารา
นำแสดงบทบาท
ผู้มาก่อนฤดูกาล

พฤศจิกายน  ลมหนาว
มีนาคมที่จะถึง  หนาวใด?

|คำแต้ม by ທາງຫອມ|
อังคาร 5 พ.ย. 2556

-----

|เล่าตามคำแต้ม|
ชายหน้าเศร้า

เมืองเราเป็นเมืองปิดมานาน  เมืองที่สนุกสนานเบิกบานของพ่อค้าแม่ขาย เจ้าหน้าที่เมืองรุ่นเก่าและเครือข่าย เมืองที่เคลื่อนตัวไปอย่างเอื่อยอ้อยสร้อยของชาวบ้านชาวเมือง เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และคนตกงาน  ก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น

สมัยนั่น 'บางคน' นับหัวได้ที่เกิดมาพร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม แต่หลายต่อหลายคน หรือต้องเรียกว่า 'คนส่วนใหญ่' นั่นแหละ ต่างก็เกิดมาพร้อมใบหน้านิ่งราวหุ่นฟางไล่กาบนคันแทนาในฤดูนาปรัง

อย่างไรก็ช่าง  เมืองของเรา สามร้อยปีแล้วตั้งแต่ก่อเกิด ไม่ปรากฏในความทรงจำใครเลย ว่ามีคนใบหน้าเศร้า  มีเพียง ยิ้ม กับ นิ่ง

จนเมื่อชายคนหนึ่งย้ายเข้ามาเช่าเฮือนพักของโฮงเฮือนกกไม้ชื่อ "มิ่งแมนแนนสาย" ตรงหัวมุมถนนกกหว้าตัดกับถนนกกกะยอม ในปีเถาะรอบที่แล้วนั่นดอก คนในเมืองเฮาจึงค่อยเริ่มรู้จักคนหน้าเศร้าคนแรก ก็คือชายเจ้าของเฮือนเช่ากกส้มแบงหลังแอ่นนั่นล่ะ
 
ที่จริง ชายคนนี้ก็ไม่เชิงว่าย้ายมาอยู่ใหม่อีหยังดอก  เพราะเขาก็คือคนเมืองเฮานี่เอง

สมัยหอมกระเทียมยังเป็นสินค้าส่งออกประจำเมือง คนกว่าครึ่งค่อนเป็นชาวสวนหอมกระเทียม  พ่อแม่ของเขาก็คือหนึ่งในคนส่วนใหญ่นี้ 

แต่พอวิกฤตราคาหอมกระเทียมห้าปีติดต่อกันครั้งนั้น ประกอบกับสภาเมืองออกนโยบายว่าด้วยการปฏิรูปและพัฒนาเมืองหลังสมัยใหม่ เน้นให้ชาวเมืองเปลี่ยนอาชีพจากเกษตรกรมาเป็นผู้ประกอบการโฮงเฮือนกกไม้ให้พักเซา ท่ามกลางธรรมชาติบ้านนาป่าสวน ประธานเมืองและคณะประสานการก่อสร้างบ้านต้นไม้กับวิศวกร สถาปนิก และนายช่างรับเหมาพร้อมทีมงานที่มีชื่อเสียงของเมือง ซึ่งหลายต่อหลายคนประสบความสำเร็จ ได้รับรางวัลการออกแบบและสร้างบ้านต้นไม้จากเวทีประกวดระดับโลกมาแล้ว รวมทั้งวางแผนเชื่อมต่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์วิถีชนกับทางการส่วนกลางและประเทศอ้อมข้างอ้อมแอว โฆษณาในเว็บไซต์-แฟล็ตฟอร์มชั้นนำ ให้คนมาพักอยู่กินในเมืองของเฮา โดยใช้สโลแกนว่า "พักสบายตลอดทริป เรียนรู้ประกายวับวิบ ทางกะพริบชีวิตคนหอมกระเทียม หนึ่งเดียวในโลกา"

นั่นแหละ ๆ ตอนนั้น  เขาจบมัธยมปลายพอดี พ่อแม่จึงให้เขาตัดสินใจจะอยู่ช่วยท่าน ทำธุรกิจบ้านต้นไม้ตามนโยบายของเมือง ที่สภาเมืองมีศูนย์อบรมพัฒนาให้เบ็ดเสร็จ พร้อมมีทุนสำรองให้ทุกบ้านที่ต้องการเปลี่ยนจากทำเกษตรเป็นทำธุรกิจ  ส่วนที่ไม่พร้อม ไม่ต้องการวิถีใหม่ ทางเมืองก็รับเข้าทำงานในระบบโครงข่ายพัฒนาและขับเคลื่อนเมือง โดยบรรจุงานตามความถนัดและสมัครใจ  

เมืองเราจึงไม่มีคนตกงาน มีอยู่มีกิน มีสวัสดิการดีถ้วนหน้า เพราะกว่าห้าสิบปีแล้ว ที่ชาวเมืองพร้อมใจออมเงินเป็นกองทุนสวัสดิการเมือง 40%ของรายได้ต่อปี  ช่วงที่หอมกระเทียมราคาดี กองทุนเมืองจึงมีเงินรวมกว่าแปดร้อยล้าน ซึ่งคณะกรรมการกองทุนเมือง ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญการลงทุน ให้นำไปตั้งกองทุนรวมแบบสภาพคล่องเยี่ยม ความเสี่ยงระดับกลางมาต่ำ ในตลาดหลักทรัพย์  จนถึงตอนที่เขาจบมัธยมปลายก็มีดอกกำไรรวมเงินต้นกว่าห้าหมื่นล้าน  ลูกหลานที่มีหน่วยก้านดี เมืองก็ส่งไปเรียนวิชาอาขีพหลากหลายแขนงตามแผนงานของเมืองที่วางไว้ สู่อนาคตที่สดชื่นของชาวเมืองทุกคน นั่นเอง  เขาจึงเดินทางไปเรียนต่อต่างเมือง 

เมืองที่เขาเลือกไปเรียน เปิดสอนวิชาหนังสือและวรรณกรรมประวัติศาสตร์ความเศร้า ใช่! เขาจบสาขานี้ และกลับมาสานต่อแผนงานของเมือง ฝ่ายหนังสือประจำเมือง (การสร้างสรรค์ คัดสรร และจัดพิมพ์หนังสือวรรณกรรมประจำเมืองชุด "ความเศร้าในรูปเงาชาวหอมกระเทียม")  

หนังสือของฝ่ายวานนี้ งานสวัสดิการสติปัญญาของเมืองนำไปไว้ประจำเฮือนเช่ากกไม้ทุกห้อง ทุกหลัง ให้แขกคนที่มาเที่ยวมาพัก ได้อ่าน ได้รู้จักประวัติศาสตร์สำคัญๆ ของเมืองเรา แบบที่พวกเขาจะจดจำไปชั่วชีวิต  และอดไม่ไหว จะต้องไปบอกต่อให้คนมาเที่ยว กินอยู่ ใช้จ่ายที่เมืองเราอย่างต่อเนื่อง  สืบไป  และยังส่งให้ทุกบ้านมีไว้อ่านปูมหลังเมืองของยรรพชนฮ่วมกันนำพร้อม

"บอกอ ที่แพงฮัก เรื่องข่อยต้องปรับปรุงจังใด๋ บ่น้อ" สาวนักเขียนประจำเมืองถาม
"อืมม... มีนิดนึงนะ อ้าว...นี่ต้นฉบับและลายมือที่ตรวจแก้แล้ว เอาไปอ่านทวนเดอ บ่เข้าใจส่วนใด เดี๋ยวแวมาโสกัน อีกเทื่อ" ชายหน้าเศร้า บอกอหนังสือวรรณกรรมประวัติศาสตร์ความเศร้าประจำเมือง ยิ้มน้อยๆ ให้สาวน้อยนักเขียนหน้าใหม่
"เนื้อหา เกี่ยวแก่ประวัติกลุ่มแม่ญี่แม่ญ่านักมัดผัก พอได้ยุน้อ อ้ายบอกอ" น่ำเสียงเธออ่อนหวาน สำเนียงวาทชันแข็งแรงอมความจริงใจเป็นที่สุด
"ได้แหม ได้ งามเลย  แก้กันอีกรอบเดี๋ยวส่งโรงพิมพ์ประจำเมือง ให้เขาออกแบบ จัดหน้า หาคนวาดปก แล้วได้ ประชุมกองบอกอเมืองอีกเทื่อ สรุปงานบั้นท้ายนั่นแล้ว กะสิได้พิมพ์เล่มล่ะ  ดีใจนำนะ" ชายหน้าเศร้ายิ้มยินดีกับคู่สนทนา..

|คีต์ คิมหันต์|
พุธ 4.11.2563/2020










วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ผู้ร้อยรุ่น

ลักยิ้มของวันจันทร์
ลานบ้านสีดอกมะยม
ลูกชายไหว้ย่าของหลาน
เลี้ยงดูสองรุ่นแล้ว

เธอยืนต้นหน้าบ้าน
พริ้มดอกประดับร่าง
พร้อยลูกแต่งเรือน

วรรคทองของเงาร่ม
สลักระหว่างวัย
'สะท้อน ย้อนแย้ง'
ย่าหนึ่ง-หลานหนึ่ง

วันแห่งเสียงสรวล
เธอรับแรงปีนป่าย
หลานไปซ้าย
ทั้งที่ย่าพร่ำบอก
"ไปขวานะลูก"

ละครความรัก
ดำเนินเรื่องในลานร่ม
ตราบสิ้นเผ่าพันธุ์

|คำแต้ม by ທາງຫອມ|
อ.5.11.2556

------

|เล่าตามคำแต้ม|
ตอน ชายแจกใบปลิว

ยอมรับ แบบไม่ที่เหตุผลค้าน ชายคนนั้นทำให้คนเมืองเราต้องหันมามองตนเองใหม่ คำถามที่กึกก้องในใจชาวเมืองทุกคน ตั้งแต่เด็กที่เพิ่งคิดอ่านเป็น ไปจนถึงคนชราและคนป่วยหนักจะเข้าโรงในชั่วโมงสองชั่วโมงนี้คือ 

"ส่องใส คืออะไรในตัวเรา ส่องใสจะสว่างไสวแค่ไหนเพียงใด ยาวนานเพียงไหน สำหรับเมืองเล็กๆ ของเรา"

ทุกวัน ชายชรานัยน์ตาดำขลับเป็นประกาย ประหนึ่งแอบไปเปลี่ยนดวงตาเด็กหนุ่มมาหมาดๆ ผิวคล้ำพองาม คล้ำเพราะการเดินกลางแดด เทียวเดินแจกใบปลิวลายมือตัวอักษรธรรมลาว ตามถนนรนแคม ตรอกซอกซอย ไม่เว้นแม้ในสวนส้มแบงสาธารณะประจำเมือง ตามสี่แยกไฟแดง ตามโรงหมอลำประจำทิศของเมือง ตามซุ้มน้ำชาดอกขะยอม...


"ส่องใส" คือคำตัวอักษรธรรม ที่ชายชราเทียวแจกจ่ายยายปัน อันเจตนา ความหมายเพิ่นไม่ได้บอก เพียงแต่กระซิบกับผู้ยอมรับใบปลิวทุกคนว่า "อ่านแนเดอ วันละสามเวลา ตื่นนอน ก่อนข้าวเพล และก่อนนอน  ใผอ่าน ท่องทุกวันตามนั่น จะได้ฮู้ว่า เจ้าของคือใผ ชีวิตที่เกลืออยู่สิก้าวเดินไปทางใด๋"

ชายชราตั้งใจจะแจกจ่ายยายปันใบปลิวนั้นให้ครบ "สามพันใบ" ในขณะที่ชาวเมืองเรามีจำนวนถึงเจ็ด-แปดพันคน 

วันหนึ่ง วันที่เขาแจกใบปลิวครบแล้ว เขามานั่งพักตรงม้านั่งเหล็กสไตล์อังกฤษยุควิคตอเรีย มุมหนึ่งของสวนสาธารณะส้มแบงของเรา บังเอิญเหลือเกิน ที่ผมนั่งอยู่ตรงข้ามเขา ตอนนั้น ตะวันเพิ่งตกดิน เป็นต้นเดือนพฤศจิกา ต้นหนาวพอดี ลมหนาวระลอกแรกจากทิศเหนือแผ่พัดไอเย็นมาปะทะใบหน้าชาวเมืองเป็นครั้งคราว ยามลมแรงเราถึงต้องหลับตา ดลัวฝุ่นดินที่ลมหอบมาด้วยจะเข้าตา  จนทำให้มองอะไรไม่เห็น เขาเพ่งมองต้นส้มแบงที่กำลังจะผลัดใบ ใบเหลืองอ่อนเหลืองแก่เริ่มแผ่ลามทรงพุ่ม ที่ยังเขียวก็เหลือเป็นหย่อมๆ เล็กๆ บางแห่งเหมือนจุดที่แต้มด้วยปากกาหมึกซึมปลายมนขนาดใหญ่ ที่แห้งออกสีน้ำตาลหม่นเริ่มค่อยคืบคลานลามเลียผืนเหลืองแก่ ชายชรามองไปมองมา แล้วก็ก้มลงมองสนามหญ้าตรงปลายรองเท้าแตะของตน

|คีต์ คิมหันต์|
ศ.30.10.2563





































 


วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ผู้ปีนป่าย



พุธของความลิงโลด
รั้วสีดอกเข็ม
บางคนยังสำรวจ
ตื่นเห็นในความตื่น

เธอชวนเพ่งพิศ
ใต้ชายคาสีคล้ำหม่น
ขับดอกไม้ให้เด่นพิเศษ

ท่าทางของถ้อยคำ
เชื่อว่าข้างบน
'สวรรค์ลูกห่าม ๆ'
จักไปชิมรสเป็นยา

ชั่วระยะสุดเอื้อมหนึ่ง
เธอจัดร่างประณีต
ค่อยเคลื่อนกาย
ตามเส้นหญ้าแห้งนั้น

รหัสความสูงต่ำ ยากง่าย
ขานอ่านได้ด้วยรอยยิ้ม

|คำแต้ม by ທາງຫອມ|
อา. 3 พ.ย. 2556

------

|เล่าตามคำแต้ม|
บ้านเช่าฝาไม้ไผ่สาน

นับหลายเดือนแล้ว ที่เขาย้ายเขามาอยู่บ้านเช่าหลังนี้

บ้านไม้ใต้ถุนโล่ง หลังคามุงสังกะสี ฝาไม้ไผ่สานประณีตออกสีหม่นเป็นผนังรอบตัวบ้านชั้นสอง ที่ไม่กั้นห้อง มีบันไดไม้อยู่ตรงมุมด้านใน ลงขั้นสุดท้ายมาแล้ว เดินวนออกไปทางซ้ายนอกชายคา ไม่ถึงสิบก้าวก็เป็นห้องน้ำหลังเล็กที่ปลูกขึ้นติดรั้วลวดหนาม มีต้นมะม่วงใหญ่ให้ร่มเงา ถัดจากห้องน้ำไปตามแนวรั้วอีกราวยี่สิบก้าวเป็นบ่อน้ำส่าง นี่คือจุดขายของบ้านหลังนี้ที่เขาพอใจมาก

ชายชรานั่งจิบชาใบป่าช้าเหงาอยู่บนแคร่สะแนนไม้ใผ่ ตรงมุมใต้ถุนบ้านด้านติดถนน มีรั้วกระถินแคระสูงเพียงเอวกั้นอยู่ ลมหนาวระลอกแรกเริ่มแทรกตัวมาในทุกอณูอากาศ เริ่มจากวันที่ 14 ตุลาคม ถึงวันนี้ก็นานเป็นสองสัปดาห์แล้ว มันช่วยได้มากทีเดียว สวนผักหลังบ้านดูจะดีใจ แตกใบเขียวก่องผ่องแพร้วน่าเก็บลวกจิ้มแจ่ว 

เช้านี้ เขาเพิ่งโรยปุ๋ยขี้ไก่เดือน บรรจงใช้ครุถัง ตักน้ำในบ่อส่างขึ้นใส่บัวรดน้ำ พอเต็มแล้วก็หาบบัวรดน้ำให้ลูกน้อยๆ ทั้งแปลง ฉ่ำชื่นจากใบไปจนถึงรากในเนื้อแผ่นดิน แล้วนั่งลงถอนหญ้า-วัชพืช สายตาหาเก็บตัวบ้งตัวหนอนไปทิ้ง ขณะปากก็ฮำเพลงลำ ทุ่งร้างนางลืม ของไก่ฟ้า ดาดวง สำนวนกลอนลำเดินขอนแก่นอันลือลั่นของอาจารย์สุพรรณ ชื่นชม

เหมือนเด็กหนุ่มสี่คน ในความฝันเมื่อคืน เหมือนกำลังเดินใกล้เข้ามา ใช่สิ พวกเขาคงว่างแวะมาทักถาม ขณะเขาจิบชาถ้วยที่สอง

ทั้งสี่หนุ่มน้อย กลับจากวิ่งออกกำลังกายยามเช้า วิ่งจากบ้านเช่า ไปตามทางในหมู่บ้าน ทะลุออกสู่ทางระหว่างหมู่บ้าน  สองข้างทางขนาบด้วยท้องทุ่งนา ข้าวกำลังทอรวงใหม่เขียว เสียงหมอลำรุ่งโรจน์ เพชรธงชัย ลำเพลินกลอนหน้าฝนทนเศร้า  ...จวนสิถึงกฐิน กลิ่นนางบ่ทันผ้อ ปอตัดแล้วซุมแนวบ่จ่ง... มาวอนๆ จากวิทยุใครสักคน เคล้าเสียงลมหนาวพัดมาเข้าจังหวะ ปลุกป่าข้าวกองามเต็มทุ่งให้วาดไหวโอนเอนยวบยาบ  เป็นคลื่นระลอกเขียวคล้ายมหกรรมความฝันอันยิ่งใหญ่... แสงทองค่อยๆ เรื่อเรืองขึ้นทาบทาทีละน้อยๆ เสียงรองเท้าผ้าใบสีน้ำตาลที่ห่อหุ้มเท้าทั้งแปด ตกกระทบทางดินแซมหญ้า ดัง ปุ๊บปั๊บๆ เป็นจังหวะ ค่อยๆ เงียบหายไป...

เขาเฝ้าดูเด็กหนุ่มทั้งสี่ทำกิจวัตร ตั้งแต่อ่านหนังสือ จัดหนังสือ-สมุดตามตารางเรียน หม่าข้าว  เข้านอน ก่อนฟ้าจะสาง เด็กหนุ่มคนแรกจะตื่นมาก่อไฟจากฟืนไม้แห้งที่เก็บจากกิ่งไม้หักภายในบริเวณบ้าน ซาวข้าว ล้างใส่หวด ตั้งหม้อนึ่งข้าว รอเพื่อนอีกสามคนตื่น แล้วออกไปวิ่งออกกำลังกาย กลับมาถึง คนหนึ่งส่ายข้าวใส่ก่องกระติบ อีกคนเจียวไข่ใส่ผักที่เก็บจากริมรั้วและแปลงปลูก คนที่สามกำลังตักน้ำรดผักสวนครัวในแปลง คนที่สี่อาบน้ำ แต่งตัว แล้วมาเตรียมภาชน์ข้าว รออีกสามคนเวียนกันเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ แต่งตัว กินข้าว ล้างจานเสร็จก็จบภารกิจประจำเช้า จากนั้นเด็กหนุ่มทั้งสี่ก็คว้าสมุดหนังสือ ออกเดินไปโรงเรียนพร้อมกัน...

ชายชราจิบชาถ้วยที่สาม "วันนี้สินะ" เขาพึมพำ สายๆ จะออกไปรอเพื่อนสามคน ที่ส่งข่าวมาบอก "นัดกันมาระลึกความหลังสักหน่อย"

สถานีขนส่งเล็กๆ ในเมืองเงียบๆ แห่งนี้ อยู่ถัดออกไปสามบล็อก เขาสวมรองเท้าแตะ เดินเล่นไป ฮัมกลอนลำไป เหมือนเด็กหนุ่มมัธยมในอดีตสักคน

"บ้านหลังเดิมน้อนี่ เข้าใจว่าอ้ายอ๋อ ผู้เป็นเจ้าของมาบูรณะโดยใช้โครงสร้างเดิมๆ แท้ๆ" เพื่อนผมสีดอกเลาพูดขึ้น มือขวาดึงสายสะพายกระชับเป้ใบย่อม ขณะเดินผ่านประตูรั้วเข้ามา
"แปลกแท้เด ทุกอย่างดูเหมือนเดิมตั้งแต่ 32 ปีที่แล้ว" ชายแก่หน้าหนุ่มที่สวมกางเกงยีนส์สีดำพูดบ้าง
"ฮ่าฮ่าฮ่า...น้ำส่างยังอยู่ ห้องน้ำทรงเดิม ...นั่นเจ้าปลูกผักบนที่ที่เก่า แต่งามกว่าเก่า" อีกคนน้ำเสียงตื่นเต้น
"คึดหมั่น สื่อๆ ดอก" เขาอมยิ้ม เหมือนตนฝันไป ฝันเป็นตุเป็นตะทีเดียว

คีต์ คิมหันต์
อัง. 27 ต.ค. 2563































วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ผู้บันทึกรัก

เช้าผ่องของวันพฤหัส
เฮือนเฮาสีดอกสะเลเต
นกนักเพลงบนกิ่งมะยม
ขับลำทำนองล่องโขง

เธอชูช่อสะพรั่ง
ข้างโอ่งมังกร
เผยอดีตสรรวันพระ

สัมผัสของกลีบมน
ดั่งบทกวีในกัณฑ์เทศน์
บุญออกพรรษา
'อีกเก้าเดือนอันรกเรื้อ'

แม้ยามหลับสงบ
เธอก็แอบบันทึก
วรรณกรรมความรัก
แซมหูผู้เฒ่า
บนหิ้งพระ

รอมือดี
เก็บกำ
นำดอกแห้งไป
โปรยธรรม

|คำแต้ม by ทางหอม|
อา.3.พ.ย.2556

-----

|เล่าตามคำแต้ม|
นักปลูกมือทอง

เป็นเรื่องหนักใจที่สุด พืชผักไม้ผลไม้ดอกที่เขาปลูก ต่างแข่งกันงอกงามให้ใบให้ดอกให้ผล จนเขาไม่มีเวลาอยู่สงบได้  ทุกบ้านในเมืองเล็กๆ ของเรา ต่างแย่งกันจองคิวเขา จนตารางงานยาวไปอีกยี่สิบปี

การจับพลัดจับผลูมาประกอบอาชีพ ที่คนไม่เคยรู้จักมาก่อน หรือไม่เคยคิดกันเลยว่า จะมีขึ้นในขุมชนเมืองของเราได้ นี่เป็นเรื่องบังเอิญโดยแท้

จำได้ไหม ชาวเมืองของเราทั้งหลาย วันที่เจ้าของไร่หอมแดงเจ้าหนึ่ง ออกมาให้สัมภาษณ์ในวารสาร "มนต์หอมกระเทียม" ว่าทำไม เขาจึงสามารถทำรายได้เป็นตัวเลข 7 หลัก จากการปลูกหอมแดง 4 ไร่ เพียงฤดูกาลเดียว

"ทำได้จั่งใด๋ ปลูกหอมแดงโพนเดียว 4 ไฮ่ ได้เงินล้าน"
"อืมมม... ข่อยกะบ่อยากเชื่อคือกัน  แต่ฮู้บ่ ข่อยมีมือดีมาส่อยปลูกให้เด"
"อธิบายหน่อย ได้บ่น้อ"
"ได่ยุๆ เขาคนนั่นล่ะ มาปลูกผักบั่วให้"
"ใผล่ะนอ บอกแนๆ"
แล้วคำอธิบายเกี่ยวแก่การจ้างเขา ก็ชัดแจ้งกระจ่างขึ้น ราวแสงนวลผ่องของดวงเดือนคืนเพ็งสิบห้าค่ำเดือนสิบเอ็ด นั่นล่ะๆ

ภายหลังที่ทุกหลังคาเรือนได้อ่านบทสัมภาษณ์นั้นแล้ว  เขาก็กลายเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองของเรา 

เขารับจ้างปลูกแฮกผัก ผลไม้ ต้นไม้ แม้กระทั่ง หว่านเมล็ดหญ้า... พอเขาลงมือแค่ต้นเดียว ไร่นั้น สวนนั้นก็กลายเป็นสวรรค์ กลายเป็นความหวังความฝันที่เป็นจริง  อย่างที่ใครๆ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้

|คีต์ คิมหันต์
จ. 26.10.2563












วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ผู้รำงับ


ขาดพร่องสิ่งใด
ใครเล่ารำพันเศร้า
ราวกับโลกใกล้ล่มสลาย
ระงมเสียงร่ำไห้โหยอ่อน

เธอยื่นหน้ากวักเรียก
มาสิมิ่งมิตร
อิ่มเอมเต็มตื่นสถาน ยังรอ

สักวรรคกวีฉ่ำ
ดับกระหายอันทุรน
สักบาทกวีชื่น
คลายร้อนระอุอันทุราย

เธอเกิดมาพร้อมสรรพ
ทุกนาทีมีเผื่อแผ่
ดอกยินดีชดช้อย
กลีบรู้ พอเบิกบาน

แม้จังหวะลมสงัด
ยังอ่อนโยนโอนอารี
ประหนึ่งเล่นล้อกับโลกแล้ง

|คำแต้ม by ທາງຫອມ|
พฤ. 28.11.2556

🍃🍃🍃🍃🍃


|เล่าตามคำแต้ม|
ปางนั้น

ผมคุยกับเธอเสมอ แม้ไร้ถ้อยคำเอื้อยเอ่ย

เธอเดินทางมาจากฟากโลกหล้าไกลโพ้น ยื่นนิ่งที่หน้ากระท่อม กี่วันคืนแล้ว ที่ไม่ได้พบกันขณะเปิดประตูกระท่อมมาเจอ พลันใจผมกระหวัดถึง ฉากเล่าปี่ไปคุกเข่าหน้ากระท่อมเด็กหนุ่มนาม ขงเบ้ง  ผมเป็นเล่าปี่-นอกระท่อม เธอคือขงเบ้ง-เจ้าของกระท่อม

เธอสวมกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มตัวเก่า ผมจำได้ดี เสื้อยืดก็ตัวเก่า คอกลมสีเดียวกัน มีอักษรธรรม 'นา' ตัวใหญ่สีเทาสว่างตรงกลางเสื้อด้านหน้า จากใต้คอเสื้อลงมาเกือบถึงชาย เธอกำลังปลดเป้สีแดงดอกกะโดนที่สะพายมา ชักศอกซ้ายไปข้างหลัง ยกมือชักท่อนแขนแข็งแรงสอดลอดสายสะพาย ปล่อยให้สายสะพายทางซ้ายเป็นอิสระ ก่อนยืดตัวขึ้น ยกมือซ้ายกำสายสะพายอีกด้านเหนือมือขวาที่กำอยู่ก่อนแล้ว เผยเห็นรอยต่อระหว่างหัวกางเกงยีนส์ไร้เข็มขัดกับชายเสื้อยืด นั่น! เอวบางขาวนวลกระจ่าง ผมก้มลงมองพื้นดินแห้งมีใบส้มแบงแห้งเรี่ยราย "ขอเข้าไปได้ไหม" เสียงใสคมหนักแน่นเหมือนนางเอกหนังคาวบอยคนหนึ่ง "เชิญครับ" ที่จริงผมคิดได้ภายหลังว่าควรตอบเธอไปว่า 'ได้สิครับ ได้เลยๆ' แต่ปากเจ้ากรรมก็ตอบไปแบบนั้นก่อนแล้ว ช่างกระไร...

หลังชงชาดอกพะยอมใส่หม้อดิน มารินใส่ถ้วยกาไก่ใบหย่อมให้เธอ ผมก็นั่งตรงข้ามเธอตรงชุดม้านั่งไม้หมากกลางกระท่อม สายลมหนาวกรรโชก ต้นส้มแบงด้านนอกกำลังทิ้งใบสบัดพลิ้วลงเพิ่มจำนวนเกลื่อนลานหน้ากระท่อม อย่างไม่ต้องสงสัย เธอยกชาขึ้นเป่า "ไม่หนาวรึ ใส่เสื้อยืดตัวเดียว" เธอจิบชาช้าๆ ค่อยๆ เผยอยิ้มบางๆ กลีบริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูจางๆ มีน้ำชาพะยอมแต้มทาค่อยระเรื่อขึ้น "พึ่งถอดเสื้อกันหนาวออก เหงื่อชุ่ม"

ผมถาม เธอเล่า 

เรื่องราวเบื้องหลังเธอค่อยๆ เผยตัวขึ้น พร้อมๆ กับแสงเช้าที่ค่อยสาดส่องอาบทาโลกรอบกระท่อมสีใบส้มแบงให้ค่อยๆ ละลานตา แน่ล่ะ ผมเคยหวังลมๆ แล้งๆ ว่า เธอจะแวะมาสักครั้ง หรือเธอจะใส่ใจมาเยี่ยมยามสักหน ก่อนชีวิตวันหนุ่มใหญ่จะร่วงหาย แน่ล่ะ เราเคยรู้จักกันเมื่อสิบสองปีก่อน ในหน้าที่ของคนเมืองบางประเภท เสียงเล่าเรื่องราวที่เธอพานพบ ไพเราะกว่าเสียงเพลงใบไม้ใดๆ ต้องลมในป่าชีวิตที่เหลืออยู่ของผม แม้มันจะดูอมหม่นเศร้าก็ตาม แต่ละเรื่องผ่านไป เหมือนใบส้มแบงหล่นพื้นแท้ทีเดียว บางเรื่องยังหมาด สีเขียวยังเหลือแต้มนิดแต้มน้อยแกมน้ำตาล บางใบมีรอยกัดแทะของแมลงเป็นรู เป็นเว้าๆ แหว่งๆ รอบขอบใบ บางขนาดจิ๋วสมบูรณ์แห้งสนิทแนบทรายดิน...


ตรงหน้า...วันนี้
เธอกับดอกหญ้ากลางลานใบส้มแบงหม่นดูคล้ายกัน 
ผมคุยกับเธอเสมอ อย่างน้อยก็ในความคิดถึง และความฝันเป็นครั้งคราว.

|คีต์ คิมหันต์
ศ. 23.10.2563


















วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ผู้ถ่วงดุล


โอ ผลแห่งความเชื่อมั่น
จักรวาลแคบลงถนัด 
ทุกอณูสัมผัส
เยือกเย็น ยิ้มแย้ม

เธอติดกับขั้วแม่
ผูกธาตุสัมพันธ์ 
เหมือนยังเขลาขลาด
คล้ายกัดกร่อนกตัญญู

น้ำหนักรักแท้ถ่วงดุล
กี่พลังวาตะก็คารวะ
ใครกันเล่าเพ่งพบ
สงบตลอดสายทางชีวา

พลอยสะอ้านวัยละอ่อน
มรกตสกัดวัยหนุ่มสาว
ค่อยขับทองวัยสะท้อน

เธอหล่อเลี้ยงผู้ผ่านทาง
น้ำใจผู้ฝึกตื่น ชื่นกมล

|คำแต้ม by ທາງຫອມ|
พ. ๒๗ พฤศจิกา ๒๕๕๖

------------------------------

|เล่าตามคำแต้ม|
หมากไม้บางชนิด

"ไม่เคยรู้จักหรอก" เขาพูดเหมือนจะสารภาพ "กระทกรก เสาวรส อะไรนี่" พลางจ้องตาคู่สนทนา "ใช่! เมื่อสักสิบปีมานี่เอง ที่เขาฮิตกินน้ำปั่นผลไม้ และต่อด้วยกาฟงกาเฟกาแฟ"

ผมกับเขาช่างเหมือนกันยังกะแกะ ไม่ปักใจตามหรือสันเด๋อสันเดิดกับแฟชั่น ผิดกันก็แต่เรื่องที่แฟชั่นรอบข้างมาจุดไฟให้คิดทำ เขาอาจไม่ยอมเรียนรู้มัน รู้แล้วผ่านเลยไป แต่ผม รู้แล้วอยากรู้ถึงแก่น มันคืออะไรแน่นะ

ร้านอาหารในยางชุมน้อย เมือสักยี่สิบห้าให้หลัง มีไม่กี่ร้านที่พอจะรับรองแขกคน ที่มีตำแหน่งขีดขั้นได้ หนึ่งในนั้นคือ ร้านป.แป๋ว เป็นร้านของผู้หญิงแกร่งเมียครูเกษตร

ครูสอนปลูกพืช ตอนกิ่ง ทำนา ทำอาหาร ผู้ปลูกฝังแนวคิดรักษ์ป่าบูชาธรรมชาติแก่ผม เมื่อครั้งเรียนป.ปลาย ครูศิริพงษ์ ทองแสง ชื่อที่เด่นขึ้นมาในทรงจำ

ผมไม่เคยไปนาไปสวนเกษตรของครู แต่อนุมานเอาว่า ต้องมีพืชผักและไม้ดอกไม้ผลงอกงามดี ด้วยทักษะความรู้และประสบการณ์ด้านเกษตรของครู บวกกับความขยันหมั่นสร้างสา 

ผลผลิตจากนาสวนของครู ป้าป.แป๋ว นำมาประกอบเป็นอาหารขาย เจ้าน้ำเสาวรสนี่ก็ด้วย อย่างที่กล่าว แค่สิบปีมานี้ล่ะ ที่ผมเริ่มรู้จักหมากไม้ชนิดนี้ ก็จากร้านป้า ป.แป๋วนี่เอง

ความทรงจำเรื่องหมากไม้ของผม มันเป็นความทรงจำของคนท้องนาป่าเห็ดป่าใหม่ป่าละเมาะ ดงหัวนา รู้จักพวกหมากยางเครือ ผีผ่วน ลอมคอม ส้มลม หว้าแล้ง หว้าดำ หว้าสีชมพู ส้มมอ หมากหาด ขามป้อม... พวกนั้น  

นา ป่า สวนวัยเด็กของผม ไม่มีเสาวรส หรือ กระทกรก ผ่านหู ตา และหัวใจ

อย่างไรล่ะ อยู่ๆ วันดีคืนดี ก็ได้หมากสุกเสาวรส มาแกะหว่านเมล็ดไว้โนนเถียง แน่นอน เสาวรสมันก็พึ่งรู้จักผม ก็เมื่อสี่ห้าปีมานี้ เช่นกัน

"สบายดีเพื่อนหมากไม้" เขาในตัวผมทักทาย วันไปชมสวนเถียงนา ต้นฤดูหนาว คราวข้าวกำลังใกล้สุกเหลืองกล้วย รอฤดูเก็บเกี่ยวหวนมาอีกคราหนึ่ง

|คีต์ คิมหันต์
พฤ. ๒๒ ตุลา ๒๕๖๓


  

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ผู้ตื่นอยู่

ใครบ้างค้นลงไป
เปิดใบบังค่อยแจ้ง
ไขที่ข้องค่อยโล่ง
เฉลยคำตอบดวงตะวัน

เธอบอบบาง
บำรุงเบิกบานมิเผลอตน

นั่น! แมลงหิวจัด
ก้มกัดญาติมิตร
เธอตื่นอยู่ เพียรพร้อม
วันคลาดแคล้ว คืนเตรียมสู้

ใกล้มัจจุราช
ทางรอดแนบข้าง
ผลน้อยๆ เติบตนขึ้นแทน

เสียงสวดสาธุการ
ส่องใสสอดสานกังวาน
โลกมอบอิสริยยศ
ขณะมือเยาว์ปลิดใบปลื้ม

| คำแต้ม  by ທາງຫອມ|
พ. ๒๗ พฤศจิกา ๒๕๕๖
---------------------------------

|เล่าตามคำแต้ม|
ตอน แตงกว่าอ่อน

ใครเคยลิ้มรสหวานผลแตงกว่าอ่อน  จากเถาว์ตรงหน้า มือเด็ดขึ้นมา เช็ดขากางเกงมอมสีขี้ตม ย่อมรู้รสชาติดี

แน่ล่ะ กัดเคี้ยวกลืนกินก่อนข้าวเช้าข้าวงาย เหมือนเป็นผลแห่งกรรมดีแต่ปางใด ธรรมชาติจึงประทานให้ได้ลิ้ม

ไม่นานมานี้ ผมเคยไปเลือกแตงกว่าอ่อนที่ตลาด ดูแผงแม่ค้าพ่อค้าหลายเจ้า 
ลูกงามๆ ทั้งนั้น ในใจนึก 'แผงใดเล่า สดสวยแบบไม่มีสารพิษจากยาฆ่าแมลง 
จากปุ๋ยทางใบ จากลมฝุ่นควันตกค้าง' ใจหนึ่งว่า 'นำไปแช่น้ำ ล้างออกได้น่า' 
อืมม...

พลันนึกถึงโพนหอมแดงของพ่อ  ที่แม่นำเมล็ดแตงกว่าไปแหนบไว้ต้านตีนโพน
รดน้ำ ให้ปุ๋ยหอมในแปลง  แตงกว่าที่ต้านตีนโพนก็งอกงามตามกันไป ก่อนสองเดือน ที่ครบกำหนดกู้หอมไปแขวนตากใต้ตะหล่างเฮือน ผลแตงกว่าก็อวดตน ให้คนสวนได้ลิ้มรสแห่งแรงงาน ผลกรรมทำเองนี่ล่ะ หวานใจนัก

ตอนนั้น ผมยังเด็ก ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยทางราก ทางใบยังมีน้อย ไม่แพร่หลาย ไม่แย่งโฆษณาค้าแข่ง ชาวสวนยังไม่มีหนี้ ไม่ต้องเร่งรัดตนทำของออกขาย  ปลูกหอมได้หอมแก่หอมหัวต่ง เก็บไว้กินไว้ฝากเป็นแก่น มัดออกขายเป็นทุนรอนชีวิตสืบมื้อ

วันนี้ ผมขาวหงอกแซมหัว หวนทบทวน ตอนผมออกจากบ้านมากระมัง ค่าเทอม ม.ปลาย วิทยาลัย... ค่าแลกเอาโอกาสศึกษาสมัยใช่ไหม? เป็นหนึ่งเหตุให้ชาวสวน
ในท่งข้าวนาหอมต้องเป็นหนี้ และถีบตนเป็นนักปลูกสินค้า หรือว่ามีเหตุอื่นๆ ใดบ้างเล่า?

ผมอยากกลับไปเก็บแตงกว่าต้านตีนโพน ลูกน้อยๆ เช็ดขากางเกงดำชุดทำงานที่ช่างวัดตัดพอดีตัว แล้วกัดกินอีกครั้ง มันจะหวานเหมือนวันนั้นไหมหนอ...

| คำตามคำแต้ม by ທາງຫອມ |
สวยๆ พ. ๒๑ ตุลา ๒๕๖๓
ในเมืองใหญ่ตรงข้ามปากเซ

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ผู้โปรยทาน

เช้าของวันอังคาร
บ้านสีดอกเฟื่องฟ้า
ใครสักคนบันทึกโลก
บรรจุใจดวงงาม

เธอย้อยระย้า
เหนือเถียงนาอัปลักษณ์
รอลมพรมพลิ้วอยู่เงียบ ๆ

มิแยแสสังคมไม้
มิเบื่อป่ายปีนคาคบ
เท่าที่รากจะหาอาหาร
หล่อเลี้ยงให้เลาะเลื้อย

กระทั่งสาย  แดดกล้า
กระทั่งล้า  โปรยดอก
ระบายสีม่วงชมพู
ให้แผ่นดิน
ให้ฉากชนบทอิ่มสีสัน
ให้หยิบยื่นในคุณค่า
'เพียงเท่านี้'

| คำแต้ม : ทางหอม |
ศ. ๑ พ.ย. ๒๕๕๖


|เล่าตามคำแต้ม|
เถียงนาและเธอ

หน้าบ้านพักครู ที่โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอยางชุมน้อย บ้านเกิด 

ผมสั่งเถียงนาน้อยจากช่างทำเถียงอาชีพไทบ้านธาตุน้อย มาตั้งหน้าบ้านพัก ข้างโรงจอดรถ 
เป็นเถียงนามุงไพหญ้าคา สะแนน-แคร่ไม้ไผ่ขนาดสองคูณสองเมตรครึ่ง ทอดตัวอยู่ตรงกลางเสาไม้หน้าสาม น่านั่ง-นอน

เรา มีป้านอง พี่มณฑา เมีย และผม ใช้เป็นที่นั่งเล่น นอนเล่น พูดคุย กินข้าว...

ข้างเถียงนั้น ป้าซื้อเฟื่องฟ้ามาตั้งหนึ่งกระถาง ส่วนใหญ่ป้าล่ะ เป็นคนรดน้ำ ดูแล

เธอเติบโตตามกาลเวลา จนวันหนึ่งก็เลื้อยขึ้นบนหลังคาเถียง แตกต่อก้านแผ่ใบให้ดอก 
พอบาน กลายเป็นพวงระย้าสีชมพูดูช่างน่าชมยิ่งนัก

วันหยุด ผมมักมานั่งเล่น และเฝ้ามองพวงระย้าที่ห้อยลงมาตรงมุมชายคาเถียง

เหมือนเธอทักทายผม  เหมือนผมได้พบเพื่อนเก่า  เราสบตากันและก้าวออกเดินทางไกล
ไปสู่แผ่นดินที่แสนคุ้นเคย  ที่ไหนสักแห่งซึ่งแสนรื่นรมย์

|คีต์ คิมหันต์|
อัง  20 ตุลา  2563

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ผู้เขียนคำนิยม

สายลมของวันพฤหัสฯ
โลกสีดอกเข็ม
ใครกี่คนนิ่งคำนับ
คารวะเท้าทั้งคู่

เธอแน่วเด่น
เหนือแนวหญ้า
อวดรูปลักษณ์ง่ายงาม

ภาษาของแสง
ถ่ายทอดสาระของมิตร
ชั่วขณะนิรันดร์
"ไร้สรรพคุณ"

ตลอดวันแสนยาว
เธอเขียนคำนิยม
ตัวบรรจงเต็มบรรทัด
สำหรับฟ้าดิน
และสายลมแสงแดด

รอค่ำคืนของดาวฟ้า

| คำแต้ม โดย ทางหอม |
-31 ต.ค. 2556-


|เล่าตามคำแต้ม|
ตอน ชายนักถาม

บรรดาชายในเมืองของเรา น้อยคนนักจะยอมให้ชาวเมืองลืมชื่อและคุณสมบัติของตน หรือพูดอีกอย่าง ความนิยมของชาวเมือง คือส่วนสำคัญของจิตวิญญาณทำให้ชายในเมืองนี้มีชีวิตชีวา พวกเขาจึงจะมีกะจิตกะใจออกไปทำการงาน หาเลี้ยงครอบครัว และพัฒนาบ้านเมืองในวันต่อไปได้ จึงเป็นที่มาของกิจกรรมยามเย็นก่อนกลับบ้าน ที่ร้านดื่มนิยม ร้านเครื่องดื่มตรงมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ของลานจตุรัสใจกลางเมืองหอม ร้านที่ทุกคนมารับการยืนยันชื่อและสกุล พร้อมการันตีคุณสมบัติ จากคณะนักโฆษณาแห่งเมืองประจำร้าน ที่ทำการแสดงวาทกรรมอำพรางต่างหมอลำหมู่และวงดนตรี

บ่ายสี่โมงเย็นวันนี้ แปลกไป เมื่อประหยัด หนุ่มใหญ่โสดและแพงยิ้ม ก็มาที่ร้านดื่มนิยมกับเขาด้วย "รับไวน์ผลไม้แห่งเมือง หรือ เหล้า เบียร์ หรือกาแฟ หรือชาใบมอน ดีนออ้าย" พนักงานสาวน้อยฮูปห่างคีงคือนางอัปสรปราสาทวัดพูจำปาสักยิ้มให้แขกหน้าใหม่ เป็นครั้งแรกที่เธอเจอหนุ่มใหญ่มาดนิ่งแบบนี้ "ไวน์กะดีเดอ" เขาหันไปสบตาเธอ

ประหยัด ถูกชาวเมืองหลงลืมชื่อและคุณสมบัติตั้งแต่เรียนจบ ป.6 เขาปลีกวิเวก เข้าไปในป่าสงวนประจำเมือง  ง่วนอยู่กับการเกี่ยว ตาก เก็บ ไพหญ้าคา และรอคนเข้าไปรับซื้อไพหญ้ามาขายให้คนในเมือง แม้ไพหญ้าจะมีคนไพถึง 5 เจ้า แต่ก็มีเพียง 4 เจ้า ที่ทุกคนกล่าวขานชื่อด้วยความนิยมชมชอบอย่างชื่นชม ว่าผลงานพวกเขาเข้าขั้นเทพ ช่างเปี่ยมด้วยคุณภาพยิ่งนัก ส่วนประหยัด หามีใครรู้จักไม่ อาจเพราะพ่อค้าคนกลางนำไพหญ้าคุณภาพระดับเพชรของเขาไปรวมกับไพหญ้าของเจ้าใดเจ้าหนึ่ง หรือคละปนไปกับทุกเจ้า ก็มิอาจรู้ได้ แล้วเขาก็ปิดป้ายขายเป็นไพหญ้ายี่ห้อของเจ้านั้นๆ

บรรยากาศในร้านดื่มนิยมเย็นนี้ ดูเงียบเหงาที่สุดในรอบ 7 ปี ไม่ใช่เพราะมีประหยัดมานั่งอยู่ดอก แต่เป็นเพราะประธานเมือง มีตารางงานจะมาที่จตุรัสแจ้งให้ชาวเมืองได้รับฟังแนวปฏิบัติร่วมกัน เกี่ยวกับการยกเลิกและห้ามมุงหลังคาด้วยไพหญ้าในเมืองเล็กๆ นี้ อีกต่อไป

ชายที่ไม่มีชื่อ ไม่เป็นที่นิยมในคุณลักษณะพิเศษ นั่งเงียบๆ ตรงม้านั่งปีกไม้ยางนา ใต้ร่มตากบมุมร้าน จิบไวน์บักผีผ่วนในขวดแก้วขนาดจิ๋ว ดวงตานิ่งแน่ว คำถามแสนล้านที่เก็บงำบ่มร่ำจนได้ที่ปานไวน์พันปี เป็นประกายฉายโชนไปยังที่ประชุมของกลุ่มคนมากชื่อเสียงนิยมตรงนั้น ปานจะเผาเสียให้มอดไหม้เป็นผงถ่าน ราวตั๊กแตนอีแม่แจ้ปีกลายเขียวแกมเทาน้ำตาลหม่นตกไปในดงไฟฟางกองสูงเทียมต้นมะพร้าวตรงเถียงนาที่ไหนสักแห่ง.

|คีต์ คิมหันต์|
ส. 24.10.2563

ช่างแอร์หนุ่ม ไม่นึกว่า เจ้าของร้านมาเอง

บุนทอน ดอนโขง เรียบเรียงและเล่า เรื่องจริงดลใจ (พฤหัสบดี ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕) หนุ่มใหญ่ผู้ผัว มีโอกาสได้คุยกับคนติดแอร์ ใช่แล้ว ชายวัยสักสามสิบปี...