วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2566

วัยกับใจ ใครว่าไม่ต่าง

"วัยมีส่วนทำให้คนเราคิดเกี่ยวกับบางสิ่ง ต่างไปจากเดิม"

คำพูดข้างต้น อาจใช้ไม่ได้กับคนที่ยังอ่อนวัย
คำพูดข้างต้น อาจดูเหมือนจงใจพูดให้ขัดแย้งเพื่อดึงดูดความสนใจ
แต่เปล่าเลย ถึงวัยนี้ ถึงตอนนี้ บอกได้เลยว่า มันเกิดขึ้นจริง ๆ กับตัวเอง
ไม่ได้เสแสร้งแกล้งว่า ไม่ได้ดราม่าอะไรแต่อย่างใด


เรื่องที่คิดต่างไปเรื่องแรก ที่อยากเล่าไว้
ก็คือเรื่องแรงดึงดูดใจจากเพศตรงข้าม
เมื่อก่อน ที่ได้เห็นผู้หญิง หญิงสาว...
รู้สึกว่าสนใจ อยากมอง อยากสำรวจ...
รู้สึกว่าเห็นแล้ว สวย งาม ชุ่มชื่นหัวใจ


ยิ่งพบหญิงสาวที่ถูกใจ ถูกจริตกัน 
รู้สึกว่า หากเราได้อยู่ใกล้ชิด ได้พูดคุย คงจะดี
นึกวาดฝันไปไกล... ไปในทางรื่นรมย์ เข้าทำนองเพ้อฝัน
แม้จะรู้สึกตัวว่า เป็นความฝัน 
แต่ใจเราก็ยังยอมให้ความฝันนั้นมันเดินทาง
เดินทางไปกับหญิงสาวที่ตนเลือก 
ที่ตนยิ้มหัว อิ่มอกอิ่มใจ แม้แค่ยามคิดถึง 
ยามคิดห่วงหาอาทรเพียงลำพัง
เธอคนนั้นจะรู้หรือไม่ เธอคนนั้นจะคิดอย่างไร ไม่ได้ใส่ใจเลย
ขอให้มีเธอในความคิดถึง ในความฝันทั้งกลางวันกลางคืน


ความรู้สึกดีใจ ชื่นใจ เกิดขึ้นเสมอ แม้เจอคนที่คล้าย ๆ เธอคนนั้น
อดกระอิ่มยิ้มย่อง หัวใจพองไม่ได้ เพียงแค่เธอหันมาสบตา
เพียงแค่เธอหันมายิ้มน้อย ๆ 
เพียแค่เธอเอ่ยวาจาทักถามสักหน่อย
เพียงแค่เธอ...


และยามที่หัวใจเบิกบาน มองหญิงสาวคนอื่น ๆ
สั่งใจ สอนใจ ไม่อาจให้ใครมาแทนที่เธอได้ 
แต่ก็อดชื่นชมความงาม ความน่ารักของหญิงสาวคนอื่นไม่ได้อยู่ดี
เป็นการมองแบบที่ผีเสื้อชมดอกไม้หรือไม่ ก็ไม่อาจรู้ได้ เพราะไม่เคยเป็นผีเสื้อ


แต่ที่แน่ ๆ ห้วงเวลาชีวิตที่ผ่านมา ก็เป็นเช่นนี้
"มองผู้หญิงแล้วมีความสุข ปรุงปรนเปรอตนเองไปได้ไม่รู้เบื่อ"


กลับกันเหลือเกินกับใจในวัยของวันนี้
คงไม่ว่ากันนะ คุณผู้อ่าน
นี่ไม่ได้อวดเก่ง อวดว่าตนเข้าถึงความจริงจนปลง วาง ปล่อยราคะได้ดอก
แต่ขณะช่วงเวลานี้ วันนี้ สัปดาห์ที่ผ่านมา เดือนที่ผ่านมา
รู้สึกว่า ผู้หญิง หญิงสาว... ก็เป็นสัตว์โลกธรรมดา ๆ
ผ่านสายตา ผ่านมุมมองแล้วก็ผ่านไป
จิตใจไม่มีสิ่งใดเกี่ยวกับเธอ ๆ ติดค้างอยู่


แต่นั่นแหละ วัฏฏะ กงเกวียนวงเวียนความคิดอ่าน
มันคงเล่นตลก ไม่แน่ดอก พรุ่งนี้ มะรืนนี้...
ความรู้สึกดีงามหวามไหวเมื่อได้ยลสตรีเพศ
อาจกลับมาสู่หัวใจผู้เขียน
และมันอาจมาแบบถาโถม 
จู่โจมจนหัวใจในวัยวันข้างหน้านั้น
ยอมศิโรราบหมอบคลาน
ไปอยู่แทบเท้าสายตาชะม้อยชะม้ายของเธอ 
ยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา
อันนี้ก็ไม่อาจคาดเดา หรือพยากรณ์ล่วงหน้าได้.



วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566

ทางก้าวการประพันธ์ในวันลังเลสงสัย

• เมื่องานการประพันธ์ไม่ใช่งานที่มาก่อน สำหรับทำแล้วมีเวินตอบแทนมาเลี้ยงชีพได้

มันเป็นแค่งานแห่งความรัก แห่งความปรารถนา เป็นฝันที่อยากให้มันงออกงาม

เป็นความพอใจส่วนตัว มากกว่าจะเป็นความเห็นพ้องและส่งเสริมของคนในครอบครัว

เป็นแค่งานอดิเรก งานรองจากงานที่ต้องไปทำงานเช้าและกลับบ้านตอนเย็น 

หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า "งานประจำ"


• การทำงานประจำมาเกิน 25 ปี ทำให้เราได้รู้จักตัวตนของตนได้หลายส่วน


• ส่วนแรกคือ ได้รู้จักขอบเขตความอดทนของตน

โดยเฉพาะช่วงหลังปีที่ 15 ถึงปีที่ 20 เป็นช่วงที่ทรมานใจมาก 

เพราะเมื่อรู้งาน รู้ระบบ รู้คน รู้ไส้พุงของเนื้องาน และรู้ว่าตัวเองอยู่จุดใดแล้ว

เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะไม่ตัดสินมัน 

คำตัดสินว่ามันไม่ดีไม่งาม หรือเข้าทำนอง น่าจะดีกว่านี้ไหม

มันเข้ามาเป็นข้อมูลในการคิด ประมวลผลว่า

เราจะไปต่อไหม ไปต่อในลักษณะใด ไปต่อนานแค่ไหน

หรือเราจะถอย จะถอน จะเลิกทำ ไปทำอย่างอื่น

คำตอบที่ได้ ก็จะถูกส่งไปสู่ส่วนที่สอง


• ส่วนที่สองคือ ได้รู้จักทบทวนเป้าหมายแห่งชีวิตจริง ๆ ของตนเอง

ว่าตกลง งานประจำที่ทำอยู่ มันไม่ใช่คำตอบแน่ ๆ

งานประจำตอบสนองแค่รายได้สำหรับใช้จ่ายในชีวิต

แต่วันได้กลืนกิน หัก คิดบัญชีเวลาของชีวิตไปเรียบร้อย

แม้จะพยายามจัดการ จัดสรรเวลาแล้วอย่างไร 

มันก็ยังแวบไปกัดกินเวลาส่วนตนอยู่ดี ๆ


•เวลาส่วนตนที่ว่า คือ เวลาที่เราจะมีฟรีสำหรับกลับไปดูแลพ่อแม่บ้าง

และเวลาสำหรับการพัฒนางานประพันธ์ที่รัก ที่เป็นเป้าหมายของชีวิต


•หวังไว้ว่า เมื่อเราลงมือจริงจัง เต็มที่เต็มเวลากับงานเขียนงานประพันธ์

เราก็สามารถจะมีผลงานต่อเนื่องออกมาอย่างชวนยินดี

เราสามารถใช้ช่องทางผ่านสื่อออนไลน์ สำหรับเผยแพร่

และมันจะให้ดอกผลเป็นรายได้กลับมาอย่างแน่นอน 

ผมเชื่อของผมอย่างนี้ เชื่อว่ามันเป็นไปได้ และจะเป็นไปได้ดีด้วย


•แต่ตอนนี้ ยังลังเลสงสัยอย่างเดียวว่า

เงินรายได้ของตนที่จะได้รับรายเดือนจากการลาออกจากงานประจำนั้น

มันจะพอให้เรามีชีวิตดีพอที่จะมีสมาธิสร้างสรรค์งานประพันธ์ได้จริงหรือ?

ในเมื่อเรามิใช่ตัวคนเดียว เรายังมีครอบครัวที่ต้องดูแล

นับดูแล้วก็หลายชีวิต หลายปากหลายท้องด้วยสิ


•คิด ๆ ดู มาถึงวันนี้ อายุกำลังจะก้าวพ้นปีที่ 49 และกำลังจะล่วงเข้าสู่ปีที่ 50 แล้ว

เราสมควรตัดสินใจหรือยังกับการอยู่ต่อไปในระบบงานประจำ

หรือจะออกไปทำงานเขียนเลี้ยงตัว


• ยังลังเลสงสัยอยู่ละสิ!  ใจเจ้าเอย...


วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566

ลมยิ่งไล้ใจยิ่งรัก

ฟ้ากระจ่างพราวด้วยนวลแสงเดือน
ค่ำคืนเงียบเชียบ
เหมือนถูกขังเดี่ยว
สัมผัสใจหวิวหวาด
ในคิดถึงตรึงตรา
ใครคนนั้นมิอาจรู้ได้
ใครคนนี้ก็เช่นกัน
ต่างที่อยู่ดำรงจิต
เส้นทางเดินหัวใจ
มิอาจสอดรับในขนบค่านิยม
---ศีลธรรมสมมติ
เป็นคืนงามปนอาดูร
แต่สุดที่รัก พิศสิ!
และแล้วสายลมก็เดินทางผ่านมา
เดือนมกราก็ค่อยเคลื่อนขบวนรู้สึกรู้สาพลิ้วแผ่ว
เถิดสายลมฝัน
โลมไล้ห้องใจเหงาเถิด
กระซิบสายลมรำเพย
นำพารักและห่วงใยในข้า
ไปดูแลด้วยสิเน่หา
คนไกลที่นึกหน้าทุกคราให้ปลื้มปริ่มอิ่มอกใจ
ฝากยิ้มไปเคียงยิ้ม
ฝากคำพรไปต่อพรชัย
โอ...ยิ่งสายลมโลมไล้กระชั้น
รักยิ่งเพิ่มพูนหลายเท่าทวีเทิน
อกใจสะพรั่งด้วยมวลสะเลเตช่อหอมละมุน
ราวอดีตกอนวลดอกขาวพราวไสว
ข้างตุ่มน้ำฝนวิเศษ
ใกล้ชายคาเทิบคลุมบันไดไม้ขึ้นบ้าน
หลังเก่าเดิมดาอวลกระอายรักอุ่นบรรดาญาติเครือนั้น
พลัน...ทุ่งสะเลเตกลีบขาวสะอ้าน
ขยับขยายไปทั่วโลกหล้าและจักรวาล.

ทางหอม
อัง.10.02.2023/2566

วัยกับใจ ใครว่าไม่ต่าง

"วัยมีส่วนทำให้คนเราคิดเกี่ยวกับบางสิ่ง ต่างไปจากเดิม" คำพูดข้างต้น อาจใช้ไม่ได้กับคนที่ยังอ่อนวัย คำพูดข้างต้น อาจดูเหมือนจงใจพูด...