วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2565

คิดทำทีละอย่าง | จดหมายจากนามน | ฉบับที่ 1


แสงเดือนที่รัก

ความคิดถึงยังคงมีอำนาจเหนือจิตใจ ฉันไม่อาจปฏิเสธตนเองได้แม้เพียงน้อย แต่นับว่าเป็นสิ่งดีวิเศษสุด ที่ฉันมีอยู่ เพราะอย่างที่เธอรู้ สุขภาพทางการเงินของฉันมันไม่ดีนัก สัมพันธภาพความเป็นมิตรกับใคร ๆ ก็ค่อนข้างแย่ และการงานแห่งความฝันที่ทำอยู่ก็มิได้ก้าวหน้าเท่าที่ควร

เนื่องด้วยงานเขียนนิยายของฉันนี่แหละ ที่ฉันอยากจะเล่าให้เธอฟัง หากเธออยากจะฟัง หวังว่านะ หวังว่าเธอคงไม่ว่า หรือคงไม่เบื่อหน่ายเสียก่อน

แต่ก่อนอื่น อยากถามเธอว่า สุขภาพร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง หลังรู้ว่าติดโควิดหายแล้ว แต่ยังเจ็บขาเจ็บเข่า ไปหาหมอหรือยัง อยากพาไปจัง อยู่ใกล้กันคงดีกว่านี้ คงได้ดูแลใกล้ชิด

เอาเป็นว่า จดหมายนี้คือตัวแทนฉันนะ พับใส่กระเป๋าไปด้วยหน่อยสิ ยามเธอไปพบหมอ เสมือนหนึ่งว่าฉันไปกับเธอด้วย จะได้มีเพื่อนไง

กลับมาที่ฉัน ที่เปรยไว้ว่านิยายที่ฉันคิดแต่ง วางโครงเรื่องไว้หลายเรื่อง เขียนทุกเรื่อง จับวาง ๆ เลยไม่ก้าวหน้า ยังไม่จบเลยสักเรื่อง ทั้ง ๆ ที่ตั้งเป้าว่า ปีนี้ควรได้ต้นฉบับนิยายสั้นสักเรื่อง นี่ก็เหลืออีกไม่ถึงเดือนแล้ว ฉันคงล้มเหลวอีกตามเคย

เธอคงไม่ชอบคนล้มเหลวแน่ ๆ หรือเป็นใคร เขาก็คงไม่ต้องการคนล้มเหลวหรอก จริงไหม

แม้ความมุ่งมั่นในใจฉันจะมีอยู่ แต่พลังของมันดูลดน้อยถอยลง ก็ได้รอยยิ้มของเธอในรูปถ่ายในเฟสนั่นแท้เชียว ที่ฉันแอบไปยลไปหยิบยืมเอาประกายใสส่อง มาชูช่วยให้ตนตื่นฟื้นแรงใจแรงกาย พอได้แต่งนิยายต่อได้

จากนี้คือเรื่องเล่าของเมื่อวาน ที่ฉันได้ลงแรงใจกายทั้งหมดอยู่กับตัวเอง ไม่ได้เปิดดูมือถือ ไม่ได้ออนไลน์อะไรกับใคร ไม่ได้ส่องเฟส ชมคลิปในช่องทางใด ๆ

หลังจากจิบกาแฟดำตอนเช้าเสร็จ ฉันก็นั่งขลุกที่โต๊ะเขียนหนังสือ หยิบสมุดร่างเค้าโครงนิยาย และสมุดร่างนิยายทั้งหลายเป็นสิบเล่ม มาพลิกดู 

เวลาล่วงไปจนได้ยินเสียงพระตีกลองเพล ดังข้ามทุ่งข้ามป่าหัวนามาถึงกระท่อมนามนคนหมอง ฉันจึงวางงานตรงหน้า ลุกขึ้นเดินไปผ่อนคลายอารมณ์สักหน่อย 

ใต้ต้นสะแบงนา ห่างจากช่องหน้าต่างกระท่อมที่ฉันผละมาไม่ถึงสามสิบเมตร ฉันยืนแหงนหน้าขึ้นไปมองทรงพุ่มที่สะแบงแผ่กิ่งก้านออกไปจนคลุมลานหญ้าหลังกระท่อม

ปลายเดือนพฤศจิกาเช่นนี้ ทุ่งข้าวที่อยู่ถัดไป ชาวบ้านใช้รถเกี่ยวข้าวนำเมล็ดข้าวสีทองไปตากไปขายเสร็จแล้ว ปล่อยเหลือไว้แค่ตอซังข้าว และฟางข้างที่รถคายออกมาเกลื่อนผืนนา

ท้องทุ่งยามนี้ กลิ่นฟางข้าวสดหอมยิ่งนัก อยากให้เธอมาดมดอมกลิ่นหอมแบบนี้กับฉันจัง เธอต้องชอบแน่ ๆ นักเดินทางที่ฉันรัก

ไม่กี่วันก่อนนี้เอง ตอซังและฟางข้าวไม่เหงาอีกต่อไป เพราะหมู่สะแบงที่ขึ้นกระจายต้นในท้องทุ่ง ต่างพร้อมใจกันผลัดใบเก่า มวลหมู่ใบแก่ชราร่วงร่ายลงซบตอซัง ฟางข้าว และดินนา

จำเพาะต้นสะแบงใหญ่ที่ลานหญ้าหลังกระท่อมนามนคนพ่าย มันผลัดใบก่อนเพื่อนเป็นสัปดาห์ทีเดียว อาจเพราะมันแก่ชรา หรือด้วยดินลานหญ้าเป็นเนินสูง ความชื้นน้อยกว่าในท้องทุ่ง ขณะที่เพื่อน ๆ สะแบงนาของมันเพิ่งได้ฤกษ์ผลัดใบกันเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง

ฉันยืนดูกิ่นก้านสะแบงต้นใหญ่ไร้ใบ มันช่างงามนัก เป็นภาพที่ทรงพลังมาก เปลือกสะแบงสีออกเทาเข้ม ขับเน้นให้ทรวดทรงลำต้นและกิ่งก้านใบดูเข้มขลัง

เมื่อจ้องมองไปที่ยอดก้านที่ต่อไปจากกิ่งที่เอนไปทางกระท่อม ฉันอดยิ้มไม่ได้ ปลายก้านทั้งหลยที่แทงแยกออกไปนั้น กำลังแต่งจูมยอดสดใหม่ ไม่ช้ามันจะแตกเติบโตเป็นยอดใบใหม่ แทนใบเก่าที่นอนซบแผ่นดินอยู่เบื้องล่าง 

จูมยอดแต่ละอัน มันทำหน้าที่มัน ก้านใครก้านเเรา กิ่งใครกิ่งเรา เมื่อแต่ละก้านละกิ่งทำหน้าที่ตนแล้ว ไม่นานยอดใบใหม่ก็จะพรึบเขียวเต็มทรงพุ่ม แล้วคงไม่ถึงสิ้นปีดอก จูมยอดของก้านกิ่งก็จะแตกเป็นช่อดอกสะแบงช่อใหม่ จากนั้นเมื่อกลีบดอกร่วงราย หมากสะแบงที่เกิดแต่ดอกทั้งหลายก็จะอวดตนในต้นฤดูแล้ง จนแก่จัดก็จะหล่นเป็นหมากปิ่นหมุนลอยละล่องเล่นลม นั่นแหละ ๆ เทศกาลแห่งผลหมากสะแบงที่มีปีกสีแดงเลือดเข้มก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ฉันอยากชวนเธอมาชมดอกสะแบงกลีบเป็นริ้วสีนวล ๆ แทรกกลางด้วยแถบสีชมพูจาง ๆ กลางกลีบด้วยกันจังเลย หรือหากมาไม่ทันดอกสะแบงสะพรั่งต้น ก็อยากชวนเธอมาชมธรรมชาติต้นสะแบงในช่วงหมากผลสุก ปีกสีแดงของมันแต่งต้นตัดกับสีเขียวใบใหม่ อืม... มันน่าดูชมยิ่งนัก

เธอรู้ไหม คนชอบถ่ายภาพ ไม่ควรพลาดฉากประทับใจนี้เลยนะ ขอบอก

เช้านี้ ฉันวางสมุดร่างนิยายที่เหลืออยู่เล่มเดียวไว้บนโต๊ะ เล่มอื่นเรื่องอื่น ฉันเก็บขึ้นชั้นหนังสือไว้ก่อน ฉันมายืนคุยกับจูมยอดใบใหม่ของต้นสะแบง 

"ขอบคุณเจ้าหลายเดอ ที่เตือสติ บอกให้คิดทำทีละอย่าง แต่งนิยายทีละเรื่อง เหมือนที่เจ้าค่อย ๆ ให้จูมยอดปลายก้านแต่ละก้านจัดการตนเองทีละก้านไป ถึงเวลาจูมยอดก็แตกอ้าผลิใบอ่อนออกมา ทีละใบ ๆ แม้จะดูว่าเกิดมาพร้อม ๆ กัน แต่การอ้ากางออกของใบเจ้าแต่ละจูมยอด ก็ต้องผลิกางออกทีละใบ ๆ เป็นแน่แท้"

ลมเช้าโชยพัดเป็นระลอก ก้านกิ่งสะแบงที่กำลังจ่อจูมยอดใบ ต่างชูสล้างไม่สะทกสะท้านต่อแรงลมหนาวกรรโชก เหมือนมันกำลังบอกฉันว่า 

"นิ่ง ทน และสู้ทำไปทีละคำ ทีละประโยค ทีละย่อหน้า ทีละหน้ากระดาษ... แล้วนิยายเจ้าจะก้าวหน้า กลายเป็นต้นฉบับนิยายที่เจ้าหวังได้"

เอาละ ฉันต้องจบจดหมายนี้ก่อน วันนี้ฉันจะมุ่งเขียนนิยายให้ได้ อารมณ์กำลังมา สะแบงใหญ่ส่งยิ้มมาให้ฉันแต่เช้าแล้ว แต่อย่างไรก็เถอะ รอยยิ้มของเธอต่างหากที่ฉันปรารถนา ปรารถนาจะยลใกล้ ๆ แบบที่ได้ดมดอมหอมกรุ่นกลิ่นเรือนร่างของเจ้าของรอยยิ้มไปพร้อมกันด้วย

รักษาสุขภาพตัวเองให้ดี ๆ แทนฉันด้วยนะ

รักและห่วงใยด้วยสายใจคล้องใจแนบอุ่นใกล้เสมอ ๆ

นามน คนไกล



วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ความยุ่งยากลากชีวิต


เคยได้ยินคนรุ่นแม่พ่อลุงป้าคุยกัน ถึงความลำบากยากยุ่งในชีวิตหลาย ๆ ด้าน ตอนนั้นเรายังเด็ก น่าจะไม่เกิน 10 ปี  ฟัง ๆ สิ่งที่ท่านเหล่านั้นคุย ก็ได้แค่ฟังผ่าน ๆ



เรื่องยุ่งยากที่เคยผ่านหู  ก็เกี่ยวกับภาวะการงานหนี้สิน ภาวะการเจ็บป่วย การตาย การผิดพ้องหมองใจในครอบครัวพี่น้อง ที่มันมักมาเกิดในห้วงเวลาเดียวกัน หรือพาดเกี่ยวกัน บ้างครั้งอาจมีอุบัติเหตุรถรา ไฟไหม้ คดีความ หรืออื่น ๆ มาสมทบอีก เราก็คิดในใจตามประสาผู้ด้อยประสบการณ์ "มันจะยุ่งยากอะไร มีอะไรก็แก้ไปสิ" 

พอชีวิตเดินทางผ่านวันวัย จะเข้าหลัก 5 รอมร่อแล้วนี่ โอ...ชีวิตนี่มันยุ่งยากจริง

มิน่าเล่า หลายคนที่ทนความยุ่งยากไม่ได้ ก็ชิงอำลาโลกไปด้วยวิธีการต่าง ๆ หรือปลีกตัวออกไปอยู่ตามลำพัง อาจถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า หรือแค่อยากมีเวลาให้ตัวเองเงียบ ๆ 

สาเหตุสำคัญของความยุ่งยากในชีวิต ณ บางจังหวะเวลานั้น  มันยุ่งยากทำให้ลำบากใจลำบากกายก็เพราะ มันช่างบังเอิญทับเทิน บางทีก็ยังซับซ้อนยุ่งเหยิงระคนปนเปกันไปหมด ทั้งปัญหาส่วนตัว ปัญหากับคนรัก ปัญหาของคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง รวมไปถึงปัญหาอันเกิดเกี่ยวแก่เพื่อนฝูง  คนในที่ทำงาน หรือแม้แต่คนข้างบ้าน  ตลอดจนคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

ในภาวะเช่นว่านี้นั้น  สิ่งที่ผมเคยคิดเคยทำมา จนผ่านพ้นมาได้ แม้จะไม่ราบรื่นเรียบร้อยเสียทีเดียว ก็คือ การวางเรื่องส่วนตัวไว้ก่อน ประเภทเรื่องจะทำนี่นั่นเพื่ออนาคตเพื่อตนเองเป็นการเฉพาะซึ่งจะต้องลงเวลาลงแรงอีกมากกว่าจะเห็นผล อยากได้อยากดีอย่างไรก็วางมันไว้ก่อนเพื่อก้าวออกไปเป็นกลไกหาทางแก้ปัญหาที่เกี่ยวแก่คนใกล้ชิดในครอบของเราเสียก่อน โดยเฉพาะปัญหาการเจ็บป่วยที่ต้องดูแลกันให้ดี และความตาย-การจากพรากที่ต้องไปร่วมงานไว้อาลัย จัดการงานศพ นี่มันเร่งด่วน มันเป็นครั้งหนึ่งเดียวในชีวิตเราด้วย

แต่บางห้วงเวลานั้น  มันจะบ้าไปแล้ว ปัญหาทั้งหลายแหล่มันกลับเล่นตลกร้ายกับเรา เหมือนมันนัดกันมา มันกระโจนเข้ามาตะครุบเราแทบจะพร้อม ๆ กัน บ้าฉิบ!

ตอนนี้ล่ะ มันขึ้นกับมุมมองของใครของเราล่ะ

หากคนเรามองปัญหาที่รุมเร้าเป็นห่ากระสุนที่พุ่งเป้าที่ตัวเราแล้วคนเดียว จิตใจเราจักต้องพรุนแหละไม่มีชิ้นดีเป็นแน่

แต่เมื่อมองปัญหาเป็นแบบธรรมดา ธรรมชาติ ที่ใคร ๆ เขาก็มี ก็เป็น อาจมากบ้าง น้อยบ้าง หนักเบาต่างกันไปตามเหตุตั้งต้น ตามปัจจัยสนับสนุน อย่างนี้ก็พอฝืนยิ้มสู้ได้

ที่สำคัญต่อใจมาก ๆ คือการเปรียบเทียบในแง่บวกเพื่อให้กำลังใจตนเอง ควรนำมาใช้ให้เร็วที่สุด จะดีกว่าการเปรียบเทียบที่คอยแต่ทับถมตนเองให้จมดิ่งลงไปในทะเลลึกสีดำ และอย่างที่รู้ ๆ กัน ทั้งสองวิธีเปรียบเทียบปัญหาที่ว่ามานี้ เจ้าของปัญหาเท่านั้นที่จะเลือกใช้เอาเองและรับผลการเลือกนั้นเองด้วย

ที่เล่าไว้นี้ ก็เพื่อเตือนตนเองหรอกนะครับ 

หากเรายังอยากอยู่ต่อในโลกใบนี้ ย่อมต้องตั้งธงว่า "เราต้องผ่านพ้นวันคืนร้ายกาจนี้ไปให้จงได้" 

แล้วคุณล่ะ คิดต่างประการใด เห็นแตกประเด็นเป็นอย่างไรบ้าง ก็แวะมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

ผมเชื่อเช่นกันนะว่า ยามมีปัญหา หากได้ระบายออกไปเสียบ้าง ใจเราจะเบา ใจนิ่ง พร้อมจะก้าวไปสู้ชีวิตต่อ...

วัยกับใจ ใครว่าไม่ต่าง

"วัยมีส่วนทำให้คนเราคิดเกี่ยวกับบางสิ่ง ต่างไปจากเดิม" คำพูดข้างต้น อาจใช้ไม่ได้กับคนที่ยังอ่อนวัย คำพูดข้างต้น อาจดูเหมือนจงใจพูด...