ทางไปนา

รูปภาพ
ทางไปนา #หอมแก้มวันเก่า โดย ธีรยุทธ บุษบงค์ เขาโยนกระเป๋าเป้ไว้บนแคร่ไม้ไผ่ วางกระเป๋าแท็ปเล็ตพิงไว่ "แม่ ออกไปนาจักคาวเดอ" กอดแม่ที่กำลังนั่งต่ำหูกแพรไหม "อย่ามาค่ำหลายล่ะ" แม่เงยหน้ามาสั่งความ มุดรั้วปูนไปตามทางที่เคยขี่หลังควายบ่ได้ เลยออกมาทางปูนที่เชื่อมบ้านใหญ่บ้านน้อย เลี้ยวขวาผ่านห้องแถวทางซ้ายต่อด้วยตึกขายยา ตรงข้ามกันแม่นร้านขายปลาแม่จิต เลยมาจักหน่อยเลี้ยวขวา มาตามทางหลังตลาดสดเทศบาล ทางซ้ายคือบ่อและโฮงประปา ถัดไปเป็นอาคารตลาดสด และสนามหญ้าที่แต่ก่อนผู้เฒ่าจะเรียกสนามม้า เพราะครูและคนมีม้าจะเอาม้ามาเลี้ยงมาวิ่งแข่งกัน ริมรอบขอบสนามมีต้นหางนกยูงขึ้นเป็นแถว ยามเดือนพฤษภาเปิดเทอมใหม่ ต้นหนุ่มสาวจะออกดอกเป็นพวงแดงระย้าย้อยชวนชม เขาเดินมาใกล้ถึงทางแยกตรงต้นแต้ใหญ่ ทางขวาเป็นอาคารห้องแถวพาณิชย์ของเทศบาล ตอนนี้ปล่อยร้าง เพราะเทศบาลมีปัญหากับราชพัสดุ ที่น่ะเป็นดินราชพัสดุ แต่อาคารเป็นของเทศบาล ชาวบ้านที่เคยเช่าขายของร้องโอดโอย ไม่มีที่ทำกินต่อ นายกบอกทางราชพัสดุให้เคลียร์กันแต่ไม่ลงตัว ยุ่งยากหลาย เลยหยุดปล่อยให้เช่า ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ มองเข้าไปมันดูเหงาเศร้าพิกล เ

ผู้รำงับ


ขาดพร่องสิ่งใด
ใครเล่ารำพันเศร้า
ราวกับโลกใกล้ล่มสลาย
ระงมเสียงร่ำไห้โหยอ่อน

เธอยื่นหน้ากวักเรียก
มาสิมิ่งมิตร
อิ่มเอมเต็มตื่นสถาน ยังรอ

สักวรรคกวีฉ่ำ
ดับกระหายอันทุรน
สักบาทกวีชื่น
คลายร้อนระอุอันทุราย

เธอเกิดมาพร้อมสรรพ
ทุกนาทีมีเผื่อแผ่
ดอกยินดีชดช้อย
กลีบรู้ พอเบิกบาน

แม้จังหวะลมสงัด
ยังอ่อนโยนโอนอารี
ประหนึ่งเล่นล้อกับโลกแล้ง

|คำแต้ม by ທາງຫອມ|
พฤ. 28.11.2556

🍃🍃🍃🍃🍃


|เล่าตามคำแต้ม|
ปางนั้น

ผมคุยกับเธอเสมอ แม้ไร้ถ้อยคำเอื้อยเอ่ย

เธอเดินทางมาจากฟากโลกหล้าไกลโพ้น ยื่นนิ่งที่หน้ากระท่อม กี่วันคืนแล้ว ที่ไม่ได้พบกันขณะเปิดประตูกระท่อมมาเจอ พลันใจผมกระหวัดถึง ฉากเล่าปี่ไปคุกเข่าหน้ากระท่อมเด็กหนุ่มนาม ขงเบ้ง  ผมเป็นเล่าปี่-นอกระท่อม เธอคือขงเบ้ง-เจ้าของกระท่อม

เธอสวมกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มตัวเก่า ผมจำได้ดี เสื้อยืดก็ตัวเก่า คอกลมสีเดียวกัน มีอักษรธรรม 'นา' ตัวใหญ่สีเทาสว่างตรงกลางเสื้อด้านหน้า จากใต้คอเสื้อลงมาเกือบถึงชาย เธอกำลังปลดเป้สีแดงดอกกะโดนที่สะพายมา ชักศอกซ้ายไปข้างหลัง ยกมือชักท่อนแขนแข็งแรงสอดลอดสายสะพาย ปล่อยให้สายสะพายทางซ้ายเป็นอิสระ ก่อนยืดตัวขึ้น ยกมือซ้ายกำสายสะพายอีกด้านเหนือมือขวาที่กำอยู่ก่อนแล้ว เผยเห็นรอยต่อระหว่างหัวกางเกงยีนส์ไร้เข็มขัดกับชายเสื้อยืด นั่น! เอวบางขาวนวลกระจ่าง ผมก้มลงมองพื้นดินแห้งมีใบส้มแบงแห้งเรี่ยราย "ขอเข้าไปได้ไหม" เสียงใสคมหนักแน่นเหมือนนางเอกหนังคาวบอยคนหนึ่ง "เชิญครับ" ที่จริงผมคิดได้ภายหลังว่าควรตอบเธอไปว่า 'ได้สิครับ ได้เลยๆ' แต่ปากเจ้ากรรมก็ตอบไปแบบนั้นก่อนแล้ว ช่างกระไร...

หลังชงชาดอกพะยอมใส่หม้อดิน มารินใส่ถ้วยกาไก่ใบหย่อมให้เธอ ผมก็นั่งตรงข้ามเธอตรงชุดม้านั่งไม้หมากกลางกระท่อม สายลมหนาวกรรโชก ต้นส้มแบงด้านนอกกำลังทิ้งใบสบัดพลิ้วลงเพิ่มจำนวนเกลื่อนลานหน้ากระท่อม อย่างไม่ต้องสงสัย เธอยกชาขึ้นเป่า "ไม่หนาวรึ ใส่เสื้อยืดตัวเดียว" เธอจิบชาช้าๆ ค่อยๆ เผยอยิ้มบางๆ กลีบริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูจางๆ มีน้ำชาพะยอมแต้มทาค่อยระเรื่อขึ้น "พึ่งถอดเสื้อกันหนาวออก เหงื่อชุ่ม"

ผมถาม เธอเล่า 

เรื่องราวเบื้องหลังเธอค่อยๆ เผยตัวขึ้น พร้อมๆ กับแสงเช้าที่ค่อยสาดส่องอาบทาโลกรอบกระท่อมสีใบส้มแบงให้ค่อยๆ ละลานตา แน่ล่ะ ผมเคยหวังลมๆ แล้งๆ ว่า เธอจะแวะมาสักครั้ง หรือเธอจะใส่ใจมาเยี่ยมยามสักหน ก่อนชีวิตวันหนุ่มใหญ่จะร่วงหาย แน่ล่ะ เราเคยรู้จักกันเมื่อสิบสองปีก่อน ในหน้าที่ของคนเมืองบางประเภท เสียงเล่าเรื่องราวที่เธอพานพบ ไพเราะกว่าเสียงเพลงใบไม้ใดๆ ต้องลมในป่าชีวิตที่เหลืออยู่ของผม แม้มันจะดูอมหม่นเศร้าก็ตาม แต่ละเรื่องผ่านไป เหมือนใบส้มแบงหล่นพื้นแท้ทีเดียว บางเรื่องยังหมาด สีเขียวยังเหลือแต้มนิดแต้มน้อยแกมน้ำตาล บางใบมีรอยกัดแทะของแมลงเป็นรู เป็นเว้าๆ แหว่งๆ รอบขอบใบ บางขนาดจิ๋วสมบูรณ์แห้งสนิทแนบทรายดิน...


ตรงหน้า...วันนี้
เธอกับดอกหญ้ากลางลานใบส้มแบงหม่นดูคล้ายกัน 
ผมคุยกับเธอเสมอ อย่างน้อยก็ในความคิดถึง และความฝันเป็นครั้งคราว.

|คีต์ คิมหันต์
ศ. 23.10.2563


















ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

🍂บ่เคยบ่เปลี่ยน🍃

🍂บ่ไปไกล🍃

แด่ 11 ปี ร้านหนังสือ ฟิลาเดลเฟีย