วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2566

ลมธันวา

•ยามลมธันวาพัดผ่านทางชีวิต
ชวนคิดฮอดความงาม
ของท่งนาหลังข้าวขึ้นเล้า

•กกส้มแบงหมู่นั่น ผลัดใบ
อวดทรวดทรงองค์เอว
ยามบ่มีใบ กะเบิ่งงามสีบาดใด๋บาดหนึ่ง

•คือกับยามที่เฮาอยู่กับใจ เบิ่งใจเจ้าของออก
มันกะเบา บ่ห่วงหาอารมณ์ใด ๆ

•นั่นแค่ ชั่วขณะใบส้มแบงหลุดข่วนก้าน
เคว้ง คว้าง หล่นระกิ่ง กิ่งนั่น นี่
ละลอย ละเรื่อย ไปตามแรงลมพัดพา
แล้วค่อย ๆ ร่อนลงค้างตอเฟียงแถวบ่ไกลต้นแม่นั่น
เดนอ

•ลมธันวายังพัดผ่านมาย้ำเตือนชีวิต
หนาวปีใหม่เดือนสามสิมา
เป็นหนาวนับเข้าที่ห้าสิบเอ็ดแน่แหล่ว

•อารมณ์สิเน่หาในหลายสิ่งยังคง ลากยาวไป
แบบยินยอม ยอมรับ พอใจ รู้ ตื่น แต่บ่วาง

•เหมือนชีวิตยังมีบางก้อนชีวาให้หล่อหลอม
ซอมชูดูแลแปรรูปให้กลายเป็นร่างเรือนรวงคำ
บ่งึดดอกเด หากสิมีคนสมเพชว่า

•"จะแม่นโง่คักนอ สิมากอดคอกันตาย
ในวัฏสงสารอันทุกข์ทรมานส่ำนี่บ้อ..."

--------------------
คำแต้ม by ทางหอม



วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

เพิ่น l เขยคำ.1
















เฮายืนเทิงโพน
เพิ่นยืนบนพรม
โลกต่างระดับ

เวลาเดียวกัน
เพิ่นเพลินยิ้มอยู่ในทางสายดอกไม้หอม
เฮาอมทุกข์บนคันแทนากิ่ว

ดวงตาเว็นดับสนิท
ดวงเดือนมุดในถ้ำหลวงของแกแล็คซี
ดวงดาวสูญไปจากฟากฟ้า

เพิ่นไม่ได้ยิ้มให้เฮา.

•เพิ่น l เขยคำ.1
คำแต้ม ของ ทางหอม  
1 พึดจิกา 2566


วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2566

คอยย้ำเตือนให้ตื่นตน I ลมหายใจไดอารี่ | BaawThi

ลมหายใจเรา อยู่กับเราตลอดเวลา

เป็นหมอ เป็นเพื่อน เป็นครู

ของเรา ๆ


ยามเราเกิดโรคทางใจ 

โรครักมากเกิน

โรคโกรธ เกลียด โลภ หลง มากเกิน

ปรึกษาหมอประจำชีพเราสิ

หมอลมหายใจเราไง

หมอลมหายใจ

ที่เฝ้าเพียรบอกวิธีรักษาโรคใจว่า 

"ดูเรานี่

เราไม่ปรกตินะ มาทำให้เราเป็นปรกติสิ 

แล้วจะผ่อนคลายหายโรคทางใจ"


ยามเราเกิดเรื่องร้าย ๆ

เกิดทุกข์จากโรคภัย ประสบอุบัติเหตุ

เศร้าเสียใจจากความผิดหวัง พลัดพราก สูญเสีย...

หันกลับมาดูลมหายใจสักนิด 

เรายังหายใจ เรายังอยู่นี่ 

เพื่อนเรายังอยู่ตรงนี้นี่

ลมหายใจไง เพื่อนเรา


ดูยามนั้นนั้น

ลมหายใจเข้าเป็นเช่นไร

ลมหายใจออกเป็นเช่นไร 

มันบอกเราอยู่นะว่าไม่ปรกติอย่างไร...

แล้วบอกเรา 

ให้สูดลมหายใจเข้ายาว ๆ

ให้ผ่อนลมหายใจออก เบา ๆ ยาว ๆ 

ครูลมหายใจกำลังสอนเราอยู่


ยามเราดีใจ สุขใจ 

มีชัยได้โชคในเรื่องน้อยใหญ่

สมหวังดังใจ 

ถ้าระลึกถึงหมอเรา เพื่อนเรา และครูเรา

อย่างใกล้ชิด ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ

เราจะอยู่สบายนะ

ไม่ฟุ้งเฟ้อกับอารมณ์บวกเหล่านั้น


ลมหายใจเรา อยู่กับเราตลอดเวลา

เป็นหมอ เป็นเพื่อน เป็นครู

ของเรา ๆ


|บ่าวทิ ทางหอม ยางชุมน้อย

พฤ.21 ก.ย. 2566



วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

นั่นเฮือนไม้ติดทางที่ยังบ่มีรั้ว

นั่นเฮือนไม้ติดทางที่ยังบ่มีรั้ว

คีต์ คิมหันต์


ข้อยนั่งอยู่ตรงนี้  ที่นอกชานเฮือนไม้ใต้ถุนโล่ง  มองลงไปทางถนนที่เชื่อมบ้านกลางกับบ้านใหญ่ทางเหนือ และบ้านน้อยทางใต้  
สีดำหม่นของมัน  เปลี่ยนมาจากสีสนิมดินเหนียวขี้หินแห่ที่เปลี่ยนมาจากทางดินทรายสีหม่นปนขี้ควยขี้งัวอีกเทื่อ  
ทางใต้ไปบ้านน้อยนั้น  ตีนบ้านก่อนทะลุออกท่ง  เคยมีซุ้มอุโมงค์กอไผ่ใหญ่ที่นกจอกเฮ็ดฮังห้อยโต่งเต่งเป็นสาย  ว่าแม่นในโลกหนังสือการ์ตูนเอาโลด
ทางเหนือไปบ้านใหญ่  มีถนนหลวงขวงคั่นอยู่  มีวัดเป็นจุดหมายของย่า  เพิ่นเก็บดอกสะเลเตถือปิ่นโตไปจั่งหันวันซ้อนบ่ขาด
หากทางถนนคือเครื่องบันทึกเรื่องราวสำคัญของหมู่บ้านเฮา  อาจบอกกล่าวเล่าขานเรื่องราวความเป้นไปได้เป็นทำนองลำล่อง  ให้ลูกหลานพ่อใหญ่หมอลำคำตา หมอลำคนสุดท้ายของบ้านเฮามาลำกะได้
ทางถนนดินทราย  คนไปช้ามาค่อง  หัวใจขาวใสส่ำกลีบดอกสะเลเตกอข้างแอ่งน้ำเซอะน้ำอาบ  ขนาบด้วยกอกล้วยตะนีออง  ตรงหน้าบันได  ทางขึ้นเฮือนทางเหนือนั่น
ทางดินหินแห่  คนไปไว  มาว่อง  หัวใจคือสีดอกหมากเฟืองชมพูแดงต้นฮิมฮั้วลวดหนามคั่น
ป่ามันของซุมพ่อใหญ่ค้ำขี้ถี่  ทางตาเว็นออกพุ่น 
ทางดำก่ำหินเคลือบยางบักตอย  คนไปฟ้าว  มาฝั่ง เถิ่งฝั่งแหน่บ่เถิงฝั่งกะมี  หัวใจหลายหลากสีปานแพตาหม่องอีแม่  ที่ตัดเย็บด้วยมือให้พ่อให้ลูกถือใช้  หรือตัดเอาไว้เย็บขอบด้วยผ้าด้ายดิบสีแดงยัดนุ่น  เป็นเสื่อนอน  ซึ่งต่ำจากกี่ใต้ตะล่างเฮือน
ต้นบักงิ้วตรงมุมหน้าเฮือนติดทางที่ยังบ่มีรั้ว  กำลังแต่งยอดใบรับฝนใหม่  แปลกแท้  หมากนุ่นหน่วยนั่นคือบ่หล่น  ใผเอาเชือกมัดไว้หรือบ่  เปลือกมันแตกอ้า  ปุยนุ่นกับเมล็ดลอยไปไสเหมิด   ปล่อยให้หน่วยเปล่าว่าง  มันคือบ่หลุดข่วนจักเทื่อ  ท่าหยัง  รออะไรกันหนอ  

“ทำไม  ไม่เห็นคุณไปเสนองานห้องสมุดเองละ?”
“ผมไม่มีชื่อในคำสั่งงานห้องสมุดแล้วนี่ครับ  ท่านผอ-ออ”
“อ้าว  เป็นไปได้ไง  ก็คุณเป็นหัวหน้างานมิใช่รึ”
“ท่าน ผอ-ออ  ไม่รู้  แล้วผมจะรู้อย่างไรครับ”
เหมือนฝัน  บทสนทนายังก้องในใจ  มื้อนั่น ที่หน้าห้องอบรมครูวันก่อนเปิดเรียนใหม่ปีที่ 30  ของข้อย กับงานครูบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนมัธยม  ผ่านร้อนผ่านหนาว  ผ่านผู้บริหารมาเป็นสิบ  ผ่านครูผู้ร่วมงานมาเกือบพัน  ผ่านโรงเรียนมาแล้วห้าโรง  
ช่างตลกแท้  ครูบรรณารักษ์โดยตำแหน่ง  ถูกทำให้เชื่องด้วยเงินค่าวิทยฐานะ  ต้องไปขอทานสอนวิชาอื่น  ให้ได้งาน  จึงได้รับการประเมิน  วางงานวิชาชีพบรรณารักษ์ไว้  กระนั้นก็ยังต่อสู้ถูไถสร้างสรรค์ห้องสมุดให้เป็นที่หมายสำคัญสำหรับการอ่านแก่นักเรียน  จนลูกน้องต้องแท้งลูกไปคนหนึ่ง 
ห้องสมุดเป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับสถานศึกษา  ถูกไล่ที่จากใต้อาคารเรียนสี่ชั้น  ไปอยู่อาคารชั่วคราว  พอได้ตึกใหม่จึงจำต้องขนหนังสือขึ้นชั้นสอง  นั่นแหละลูกน้องถึงได้แท้งลูก  เป็นเหตุให้เธอ
ขอย้ายกลับภูมิลำเนาได้อย่างหวุดหวิด  โดยไม่ต้องจ่ายค่ากิโลเมตรให้ซุมคณะผู้แทนครูของเขตพื้นที่  
ปั้นบรรณารักษ์นักห้องสมุดน้อยมาหลายรุ่น  พาไปออกค่าย “พาน้องอ่าน ปันหนังสือให้น้อง”ตามโรงเรียนติดฝั่งโขงทุกปี  ความดีมีอยู่ในแฟ้มรายงานเต็มตู้  แต่ความชอบบ่เกิด  เงินงบประมาณซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดทุกบาท  จ่ายเต็ม  เปอร์เซ็นต์ส่วนที่ควรได้ก็ให้สำนักพิมพ์เขาจ่ายเป็นหนังสือเพิ่มจนครบจำนวน  มีบัญน้ำบัญชีใบเสร็จส่งการเงิน-พัสดุโรงเรียนอย่างถูกต้องของเงินงบสามแสน  นอกในเบี้ยใบ้ไม่เคยรู้จัก  ตรงนี้กระมัง ถึงทำให้ชื่อถูกตัดทิ้งจากสาระบบงานห้องสมุดโรงเรียน งานวิชาชีพที่
ร่ำเรียนจบมาโดยตรงถูกปฏิเสธการมีอยู่  โดยบ่รู้เนื้อรู้ตัว...

ป่านนี้เพิ่นอยู่ไสกันนะ  ข้อยคึดในใจ  แม่นละ  ข้อยนั่งพิงเสาอยู่นอกชานมาตั้งแต่เช้า  ตอนนี่ก็น่าจะบ่ายสี่โมงแล้วกระมัง  การกลับมาบ้านเทื่อนี้  เหมือนทหารกลับจากสงคราม  ม่วนใจเป็นพิเศษ  
ที่เจ้าของบ่ต้องกลับไปต่อสู้กับสิ่งใด๋ๆ อีก  
ฝนตกรินย้อย  เป็นฝอยๆ  เหมือนม่านบางๆ คั่นกลางระหว่างเฮือนข้อยกับอาคารพาณิชย์ฝั่งตรงข้ามที่ดูเหงาๆ  เบิ่งเอาถ้อนพี่น้อง  อาคารทั้งหลัง ๙  คูหา  ค่อยจางหายไป  ภาพเฮือนแม่ใหญ่ก่ำค่อยปรากฏแทนที่  ข้างเฮือนมีทางลงไปบึงแหลม  ข้อยกับย่าเคยไปสักสุ่มจับปลา  พ่อกับแม่กะเคย
ใช้ข้อยไปเก็บผักขี้เหล็กมาแกง
พ่อแม่ตายป๋า  ตั้งแต่ข้อยบรรจุได้บ่ถึงเดือน  พ่อเพิ่นหัดขับรถยนต์คันใหม่มือห้า  ขึ้นสี่แยกทางถนนหลวงสี่เลนห่างจากแยกไปวัดไปทางตะเว็นออกอีกแยกหนึ่ง  ทางขึ้นค้อยสิข้ามแยกไปนา  ขนาบด้วยรั้วโรงเรียนประถมกับโรงพยาบาล  ที่ที่สมควรมีไฟแดงเสียที  
พอรถพ่อย้วยขึ้นไปปานนางงามหอมแดงนวยนาดอาดหลาดเทิงเวที  ฮอดกลางแยก  จักรถขนเงินธนาคารมาแต่ทีปใด๋  ชนเข้าเต็มลำและลากถูกไปไกลเกือบสุดเขตรั้วด้านหน้าโรงบาล  กะต่ามอนเปล่าอีแม่อยู่กระบะกะประหลาดยังตั้งอยู่คือกับมีมือที่มองบ่เห็นมาจับจ่องไว้  
พ่อกับแม่อยู่ส่วนเก๋งรถถูกอัดแหญ่ญ่อเข้าหากัน  ตายคาที่
ข่าวเศร้านี่  ถูกส่งไปฮอดข้อยยามบ่าย  ขณะนำลูกน้องไปทำกิจกรรมอยู่ที่โรงเรียนริมฝั่งแม่น้ำสองสีซึ่งเอื้อยคาคีงข้อยเพิ่นทำงานอยู่  ที่แรกเพิ่นบรรจุอยู่ทางภาคกลาง  พอพบรัก  แต่งงานแล้ว ท่านพี่อ้ายก็สอบได้เป็น ผอ-ออ กศน. เลยชวนกันย้ายมาอยู่กับแคมโขงบ่อนบ้านเกิด  เพิ่นก๋ากันว่าสิอยู่ยั้งเป็นครูกับบ้านจนเกษียณ  
ตอนนั่น  ยุวบรรณารักษ์จากโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดกำลังอ่านหนังสือเสียวสวาดให้น้องๆฟัง  เถิ่งตอนพ่อฮู้โตว่าใกล้ตาย  เลยสิเวนมอบสมบัติให้พี่น้องศรีเฉลียวกับเสียวสวาด นั่นละ  
“น้องหล่า  ศรีเฉลียวสิเลือกเอา นามูนกับเฮือน  หรือ ป่าโคกแคมห้วยกับสวนกะยอมบานดั้ว”
“นามูนกับเฮือน ๆๆๆๆ” น้องๆ ลูกแม่น้ำโขงหน้ามอมแมมแก้มติดขี้ดังตังเหนียว  ต่างเดาตามโครงเรื่อง ที่เอื้อยเกริ่นนำไว้
“ถืกแล้ว  ส่วนเสียวสวาดพระเอกเฮา  ก็สมใจหวัง  ได้ป่ากับสวน  พ่อก็เลยทำนายบอกลูกให้ฮ่ำฮอน  แก้ไขพัฒนาโต  ว่า  ศรีเฉลียว  เจ้ามักง่าย อยากได้สิ่งที่มีเป็นฮูปเป็นการแล้ว  ให้หมั่นรักษาเด้อ
ส่วนเจ้า  เสียวสวาดผู้น้อย  เจ้าผู้สิห่างมีไปหน้า เลือกสิ่งที่ต้องคิดแปงสร้างเอง  กะให้มั่นใจ  อย่าได้ท้อแท้กับอุปสรรค  ฮักแก้ปัญหาด้วยสติปัญญาที่เจ้ามี  เด้อคำแพงพ่อเอย”
ครูใหญ่เข้ามาบอกข่าวข้อย ที่กะลังนั่งฟังลูกศิษย์เล่านิทานด้วยความชื่นชม  ลมหายใจข้อยตอนนั่นยังราบเรียบดีอยู่  ข่าวเศร้าซูนใจ  ใจยังนิ่งเศร้าลึก  คลับคล้ายตอนเสียวสวาดสิลาบ้านเมืองขึ้นเรือสำเภาไปค้า  อาลัยอาวรณ์แต่ก็ทำใจได้
เรื่องจริงคือนิทาน  เหมือนตอนนี้  หน้าเฮือนไม้  ที่เอื้อยเวนมอบให้ข้อย  พร้อมที่นาโคกหม่องป่าขะยอมหนองหว้าอีกสิบกั่วไร่  

ผละสายตาจากทางถนน  แหนมอ้อมที่เฮือนอีกสามด้าน  ช่างอึดอัดต่างก่อนเก่า  กำแพงปูนสูงบังสายตา  ปิดกั้นควมเป็นพี่น้องไปสิ้น  เหมือนคนไม่เคยเป็นญาติกันมาก่อน  มันคือกันกับห้องสมุดที่ผู้บริหารบ่เคยขึ้นไปยามถามข่าว  มันถูกเทคโนโลยีคอมแคมบังเหมิด  
        “สมัยนี้  ทันสมัยแล้ว  เรียนได้ทุกที่  อ่านได้ตลอดเวลา  ไม่จำเป็นต้องอ่านแต่หนังสือเล่มแล้ว”  ผอ-ออแจงวิสัยทัศน์ในที่ประชุมประจำเดือน  เหมือนถูกปลิดชีพด้วยคมมีดปลายแหลม  ที่จิ้มแทงหัวใจครูบรรณารักษ์    
        ในรั้วกำแพงทางตาเว็นตกนั่นบ้านพ่อลุงสา  เพิ่นตายดนเติบ  เหลืออยู่นี่แม่นหลานชายกับหลานใภ้  คนสมัยใหม่  ได้การงานทางกรุงเทพฯ  นานๆ จะกลับมาบ้าน  แม่ป้าพ่อลุงผู้พ่อแม่ของหมู่เขา  ออกไปเฮ็ดเฮือนอยู่ท่งนาทางห้วยครกพู้น
        ทางใต้ถัดกันมา   ลุงกับป้ายังอยู่ แต่เพิ่นเคียดขมให้อีพ่อที่ได้มูนหลายกั่วหมู่ (กะย้อนว่าอีพ่อเป็นผู้เลี้ยงแม่นอ) พอได้ใภ้ได้เขยก็เลยเฮ็ดกำแพงขึ้น  เพิ่นเว้าในคราวหลังเฮ็ดบุญหาย่าแล้วว่า  ย้านไก่เป็ดที่เลี้ยงไว้ออกไปกวนพี่กวนน้อง  ว่าสั้นว่า  
        ส่วนกำแพงทางตาเว็นออก  แม่นตำรวจกับเมียจากทางอื่นที่มาซื้อที่จากป้าผู้น้อย  ซึ่งเพิ่นต้องลงไปเลี้ยงหลานอยู่ระยองเพราะลูกชายเพิ่นผู้มีงานทำในโรงกลั่นน้ำมัน  ซื้อที่เฮ็ดเฮือนไว้หลังงาม  อยากให้แม่ไปอยู่นำ  เมียบักหล้ากะเปิดร้านขายของชำให้เบิ่งแยง  ย้านแม่ย่าเหงา  ส่วนลูกใภ้กะไปเฮ็ดงานในโรงงานกับผัวนั่นละ 

เย็นสายลมฝนเดือนมิถุนา  หอมไอดินฉ่ำฝนใหม่  เดินขึ้นจากชาน  มายืนอยู่ที่ห้องเปิง  ห้องนอนสองห้องปิดประตูล็อคกุญแจหลายปีคักแน่  ฝาเฮือนด้านหน้า  สูงเหนือประตูห้อง  ฮูปวาดเรื่องราวการของพระพุทธเจ้า  เหลือแขวนห้อยอยู่ ๖ จาก ๑๓ กรอบ  เขาเพ่งฮูปที่พระพุทธองค์กำลังรับบิณฑบาต จากพระประยูรญาติ  มีกระแตตัวน้อยสามโต คอยจอบซอมอยู่บนพื้นดินที่พืชพรรณขึ้นเขียวก่อง ออกดอกหลากสีสดใส  ชั่วอึดใจ  ข้อยหันหลังก้าวลงชานเฮือน ลงบันไดมา
           แนมลงไปใต้ตะล่าง  รถยนต์เจ็ดที่นั่งยังจอดนิ่งสงบอยู่  ก่อนถึงบันไดขั้นสุดท้าย  เหมือนโลกเหวี่ยงตัวกลับ  ในหัวเขาดังวืบหวือ  ตาพร่ามัว  ข้อยสะบัดหัวสองสามเทื่อ  ยกมือขะยี้ตา  ลมฝนหายตัวไปไหนแล้วละ  ต้นหายโศกใบหนาดอกคล้ายดอกเข็มใกล้บันได คึดฮอดย่านอ  เพิ่นเอามาแต่เมืองสะหวัน  คราวไปไหว้พระธาตุอิงฮัง  ก่อนลาวสิจากไปแค่สามปี  นกตัวหนึ่งเกาะอยู่บนช่อดอกแดงอมเหลืองคล้ายพุ่มดอกเข้ม  นั่นมันนกจาบคาตัวเขียวแน่เลย  ที่เขาเคยขี่ควายซมซื่นตอนดำนาแล้วสมัยเป็นเด็กน้อย  แม่นแท้  โอ้  มันมาเป็นฝูงนี่  พวกมันบินพรึบตรงมาแล้ว  มันส่อยกันยกโตข้อยเข้าไปใต้ตะล่างเฮือน  อ้าว รถข้อยหายไปแล้ว  แท้ๆ เลย  มันกลายเป็นควาย  นกวางข้อยลงบนหลังบักหลังแป้นปีกแผ่นใหญ่  ว่าแล้วในมือขวาข้อยก็มีเชือกควายที่พับทบกันไว้เรียบร้อย  มือซ้ายจับฟัดเชือกเทื่อหนึ่ง  มันพาข้อยออกจากคอก  มุ่งออกไปทางตะเว็นออก  กำแพงปูนค่อยๆ จางหาย  กลายเป็นทาง โอ้ทางดินทรายตั้งแต่มื้อเก่าก่อนนี่หน่า ไปเลย  ไปกัน  บักหลังแป้นปีก  นั่นตาเว็นพวมขึ้นพอพุมผู่  ได้ยินบ่  เพลง...หมู่หญ้าตีนกับแก้ถืกฝนแลเขียวตระการ...  เช้าแล้ว ไปกันนอ ไปกัน!










วันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

จิ๋ว-แมวน้อยอันเป็นที่รัก☆☆ #มาให้รักให้รู้ #อยู่ให้ผูกพันห่วงใย #จากลาให้อาลัยหา

♡♡จิ๋ว-แมวน้อยอันเป็นที่รัก☆☆
#มาให้รักให้รู้ #อยู่ให้ผูกพันห่วงใย 
#จากลาให้อาลัยหา


ไม่เคยคิดว่า จะไว จะจากกันเร็วถึงเพียงนี้
จิ๋ว-สายัณห์ แมวน้อยหางกิ้น
นอนตายเบิ่งตาที่หน้าบ้าน
เห็น รู้ ก็ตอนเช้า ไปเปิดประตูเหล็กพับหน้าบ้าน
ขณะมองลอดช่องประตูไปเห็นนอนอยู่
ในใจก็แว้บคิด ยังไม่ปักใจว่าจิ๋วจะตายจาก
เลยรีบเปิดประตู
...กะแล้บ โป๊ก แป๊ก.... เสียงประตูเหล็กบานพับแต่ละบานกระทบกัน
จิ๋วยังนอนนิ่งในท่าเดิม 
นอนเอียงตัวด้านซ้ายแนบพื้น ขาเหยียดออกพองาม
ในใจเริ่มคิดล่ะ จิ๋วคงจากไปจริง ๆ
ประตูเหล็กพับสุดท้ายแนบกับพับอื่น ผลักไปชิดผนังบ้าน
รีบก้าวไปนั่งก้มดูจิ๋ว
อนิจจา! ตัวแข็งแล้ว  ลิ้นโผล่จากฟันนิดหนึ่ง
อุ้มขึ้นมา เห็นหยดน้ำลายตรงพื้นที่ตรงกับปาก
อุ้มเข้าบ้าน วางน้องไว้ข้างทางลาดรถเข็น
รีบเข้าไปปลุกลูกชายลูกสาว แจ้วข่าว...

ปกติจิ๋วจะมานอนเป็นเพื่อนแม่ที่ออกมาปูที่นอนเพื่อยู่เป็นเพื่อนยายที่ตื่นดึก
จิ๋วจะมาหยอก มาล้มตัวนอนใกล้ ๆ เหยียดตัวตามสบายอยู่ข้าง ๆ แม่ 
ข้างที่นอนตรงพื้นบ้านบริเณทางเดินเข้าครัว ตรงนั้น

บ่อยครั้งที่จิ๋วป้วนเปี้ยนมานอนตักเวลาเรานั่งกับพื้น
หรือแม้แต่ตอนเรานั่งเก้าอี้
ตอนเรานั่งโต๊ะทำงาน จิ๋วก็จะปีนมาขอทำช่วย
ถ้าเราบอก "ไม่ต้อง ๆ" และสะกิดเขาเบา ๆ เขาก็จะเดินไปที่มุมโต๊ะบ้าง
ที่ปลายโต๊ะบ้างแล้วล้มตัวลงนอน คล้ายจะบอก 
"ไม่ให้ช่วย ก็ขอนอนให้กำลังใจล่ะกันนะนุด"

จิ๋วเป็นแมวหลงมา มาจากไหนไม่รู้
ตัวเล็ก ๆ ป้อม ๆ ขนออกสีอุยทุย...
ลูกสาวได้ยินเสียงแมวร้องที่โรงเก็บของหน้าห้องน้ำของบ้านหลังน้อย
ที่มีหลังคาเชื่อมต่อบ้านหลังใหญ่
เธอไปอุ้มมา "หนูเลี้ยงน้องได้ไหม"
"จะดีหรือลูก ตอนนี้เรามีสี่ตัวแล้วนะ" พ่อชั่งใจ สบตาลูกสาว
"อ้าว เลี้ยงก็เลี้ยง ตัวนี้ตัวเดียวนะ"

จากนั้นบ้านเราก็มีสมาชิกแมวเพิ่มเป็นตัวที่ห้า
มีจันทร์แรม แม่ของเด็ก ๆ สามตัว (ที่จริงมีสี่ตัว แต่ตัวหนึ่งลักหนีไปแล้ว)
ลูกสามตัวของจันทร์แรม มีหนึ่ง ตัวผู้สีขาวหม่นวิเชียรมาศ ชื่อ อรุโณทัย หรือ ไทไท  สอง ตัวผู้สีดำด่างขาวตรงเท้าและท้องชื่อ อนธการ หรือ กานกาน และสาม ตัวเมียดำมิดชื่อ ราตรี หรือ ตีตี้
ทุกชื่อ ลูกสาว เธอคิดและตั้งให้ และให้น้องชายเรียกตาม
ตายาย พ่อแม่ ก็เรียกชื่อแมว ๆ ทุกตัวตามชื่อเล่นนั้น ๆ

ช่วงราวห้าปีมานี้ ครอบครัวเราจึงต้องมีภารกิจชีวิต
ดูแลแมว ซื้ออาหารเปียก อาหารเม็ด ปลาทู ปลาอื่น ๆ มาให้แมว ๆ กิน  
ซื้อทรายแมวมาเติม-เปลี่ยนในกระบะ
บางช่วงเวลา แมวน้อยก็อึไม่เป็นที่ ต้องเก็บกวาดเช็ดถู
พาไปฉีดวัคซีนตามกำหนด ป่วยก็พาไปรักษาที่คลินิก-โรงพยาบาลสัตว์ 

เหมือนจะยุ่งยาก...
แต่แมวของเราก็ร้อยเชื่อมหัวใจของพวกเรา
ให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นได้เป็นที่อัศจรรย์

ความสูญเสีย นำมาซึ่งความเศร้าเสียใจ
วันนี้ก็เช่นกัน ขับรถไปสวนติดนาที่ห่างบ้านไปราว 15 กม.
ลูกสาวอุ้มกล่องเอกสารใส่ร่างไร้วิญญาณของจิ๋ว-แมวอันเป็นที่รัก
ร่ำไห้น้ำตาไหลไปตลอดเส้นทาง

ผมขุดหลุมขนาดกว้างกว่าตัวจิ๋วหน่อย ให้นอนได้สบาย ๆ 
หลุมอยู่ใต้ร่มหม่อน ข้าง ๆ ที่ ๆ เคยฝั่งแมวอันเป็นที่รักสองตัว
ตัวแรกชื่อ "ที่รัก" เป็นยายของหลาน ๆ รุ่นเดี๋ยวนี้
ตัวสองชื่อ "โพล้เพล้" เป็นลูกสาวของที่รัก เป็นพี่สาวของจันทร์แรม-ป้าของหลาน ๆ รุ่นนี้

ขุดหลุมเสร็จ บอกลูกสาวอุ้มลังน้องจิ๋วลงจากรถ
พ่อเดินหาเก็บดอกหญ้าดอกตำลึงทองมาส่งให้ลูกสาวถือไว้
พ่ออุ้มจิ๋วออกมาจากกล่องกระดาษ วางร่างจิ๋วลงก้นหลุม
"เอาดอกไม้ให้น้อง บอกลาน้องนะลูก"
ก้นหลุมลึก ลูกสาววางดอกไม้ไม่ถึง 
พ่อจึงช่วยจับต่อและนำไปวางบนร่างไร้วิญญาณของแมวน้อย
"พ่อบ่มีแนวให้ดอกเดอ มีดอกไม้หมู่นี่ กับปลอกคอนำเจ้านี่ล่ะ"
เสียงสะอื้นยังมี ไร้คำพูดใด ๆ จากพี่สาวมนุษย์
พ่อใช้มือลูบปิดเปลือกตาให้ลูกชายตัวน้อย และลูบไล้ตัวเป็นครั้งสุดท้าย

"ไปดีสมสุขเดอจิ๋วเดอ พักผ่อนเดอลูก ผ้อกันส่ำนี่ล่ะชาตินี่เฮา
จะแหม่นมาอยู่นำหน่อยเดียว มาให้ฮัก จากให้คึดฮอดแท้เดนอ อ้าว หลับให้สบายเดอ พักผ่อน ๆ สา"

พ่อนำลูกสาว ค่อย ๆ หว่านดินลงกลบร่างจิ๋ว-แมวน้อยที่น่ารักทีละนิด ๆ 
แล้วจึงจัดการโกยดินกลบหลุม...

ยามเช้าหญ้าหมาดฝนฉ่ำ รอบ ๆ รายล้อมหลุ่มฝังศพจิ๋ว  
ไม่นาน พอตะวันขึ้นพ้นทิวไม้เหนือหลังคาบ้านของชาวบ้านสว่าง-หนองเสือ แสงคงจะสาดส่องต้องเม็ดน้ำใส ๆ ที่ยังค้างบนใบหญ้า 
ให้เปล่งประกายส่งทางดวงวิญญาณน้อย ๆ ของจิ๋ว-สายัณห์ 
ให้เดินทางไกลไปสู่เส้นทางของชีวิตใหม่ 
ไปเริ่มต้นชีวิตอีกครั้ง ที่ไหนสักแห่ง ๆ.








วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

นานปีผ่าน

 


#นานปีผ่าน

นานวันพ้นไป พ้นไป
ฝนยังลงเม็ดยามเมฆทะมึน 
ต่ำลงมา ๆ
ฟ้าแลบแปลบแปลบ เปรี้ยง! บางครา

เห็นเป็นธรรมดา
เพราะชาชิน
เพราะหัวใจตีบตันเสียแล้วหนอ

เห็นใหม่ เห็นใหม่ใหม่
ด้วยหัวใจรักล้นทรวง
นั่นดู๋ดู 
สด ๆ เดี๋ยวนี้ ตรงนี้ ที่นี่!

อย่ารำคาญเวลาเลย
อย่ารำคาญอายุเลย
อย่าแม้กระทั่ง
รำคาญการเจ็บป่วยไข้ 
หรือผิดหวัง โกรธ ขึงเคียด เคือง แค้น...

ก็คืนนี้หมดไป
วันใหม่ก็รอเราอยู่
มิใช่หรือ!

วันพุธที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2566

ฅนมีคำแต่งแต้ม เหมือนและต่างกันไป iSi คำแต้มฅน


สบายดีครับ พบกับผม บุนทอน ดอนหอม

พบกันในรายการใหม่ "คำแต้มฅน"  
เป็นรายการที่จะนำเสนอมุมมองของผม บุญทอน 
ต่อคำพูดที่ได้ยินได้ฟังมา 
เพื่อสะท้อนความรู้สึกและความคิดอ่าน 
ว่าคำนี้ ความหมายอย่างนี้
เขามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของผมอย่างไรบ้าง
เขามีฤทธิ์ต่อความคิดอ่านของผมในทางใด
และเขาจะส่งผลต่อการกระทำของเช่นไรหนอ

ตามที่รู้ ๆ กัน 
คำเป็นหน่วยทางภาษาเล็กที่สุด
ที่มีความหมายในการสื่อสารกันของคนเรา

ส่วนหน่วยทางภาษาที่เล็กสุดจริง ๆ 
แต่ยังไม่มีความหมายใด ๆ 
คือหน่วยเสียง ประกอบด้วยหน่วยย่อย 3 หน่วยคือ
หน่วยเสียงพยัญชนะ 
หน่วยเสียงสระ 
และหน่วยเสียงวรรณยุกต์

เมื่อหน่วยเสียงรวมกันเข้า 
ถูกเปล่งออกจากปากคนเรา 1 ครั้ง 
เรียกว่า หน่วยพยางค์

พยางค์บางพยางค์ก็เป็นคำด้วย
เพราะเปล่งออกมาแล้วมีความหมาย
ในการสื่อสารของคนเรา
ถือเป็นคำพยางค์เดียว
อันมีอยู่จำนวนมากในภาษาตระกูลไต
ในกลุ่มภาษาคำโดดอย่าง ลาว ไทย จีน...

คำมีทั้งคำพยางค์เดียว
คำสองพยางค์ คำสามพยางค์ และหลายพยางค์กว่า
รูปร่างหน้าตาเมืองใช้อักษรแทนภาษาพูด
จึงมีแตกต่างกันไปตามการประสมคำ
ตามที่มาของคำ

ที่มาของคำไทยมาจาก
1.คำไทยแท้ ก็เขียนสะกดตามตัว
2.คำไทยยืมจากบาลี-สันสกฤต 
ก็เขียนตามหลักตัวสะกดตัวตาม
ซึ่งอาจมีตัวอักษรเพิ่มจากที่ออกเสียง
มีตัวสะกดตัวตามตัวการันต์
3.คำไทยยืมจากภาษาเขมรโบราณ
ก็มีทั้งคำที่ใช้ รร (ร หัน) มีทั้งคำเต็มและกร่อนเสียง 
4.คำไทยยืมจากภาษาจีน อังกฤษ และอื่น ๆ
ก็มีวิธีออกเสียงและการเขียนเป็นตัวอักษรไทย
ที่หลากหลายไปตามภาษาเดิมนั้น ๆ

ถ้าวางภาษาเสียงไว้
หันมาใส่ใจภาษาอักษร
แล้วจะพบว่า
รูปร่างหน้าตาของคำนั้น
ย่อมเป็นไปตามการประสมคำว่ามีกี่ส่วน

3 ส่วนธรรมดา มีเสียง/รูปพยัญชนะต้น + สระ + วรรณยุกต์
4 ส่วนธรรมดา มีเสียง/รูปพยัญชนะต้น + สระ + วรรณยุกต์ + พยัญชนะตัวสะกด
และยังมีการประสมอักษรของคำ 5 ส่วนขึ้นไปอีก มีตัวตาม ตัวตัวการันต์...

คำแต่ละคำจึงออกเสียงต่างกันไป
จึงเขียนเป็นตัวอักษรแตกต่างกันไป
แต่ก็มีอยู่บ้างบางคำ
ที่ออกเสียงเหมือนกันแต่เขียนต่างกัน
ที่เขียนต่างกันแต่ออกเสียงเหมือนกัน

เมื่อพิจารณารูปอักษรของคำ และความหมายของคำนั้น 
คนเราเรียนรู้การออกเสียงคำและการเขียนคำได้เหมือน ๆ กัน
แต่เรื่องความหมายที่มากกว่าความหมายตามพจนานุกรมนั้น
คนเราอาจรับรู้ได้แตกต่างกันไป
ตามการสั่งสมไว้ด้วย 
การฟังเพลง ฟังผู้รู้ ฟังธรรมะ ฟังเรื่องราวหลากหลาย...
การอ่าน ซึมซับจากนิทาน เรื่องสั้น นิยาย นวนิยาย บทกวี วรรณกรร วรรณคดี...
การใช้พูด เขียนในวาระ โอกาส และรวมถึงในจินตนาการของตน ๆ

ความหมายของถ้อยคำ
ที่คนเรามีและถ่ายทอดออกไป
เพื่อสื่อสารกันนั้น 
จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น
และหรืออาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดกันได้ด้วย
ขึ้นอยู่กับว่าผู้ส่งสารและผู้รับสาร
มีฐานความลึกซึ้งหรือมิติของความหมายของคำ
ใกล้เคียงกันหรือแตกต่างกันมากเกินไป

ความหมายของคำในตัวเราแต่ละคน
ที่มีไม่เท่ากันนี่แหละนี่ล่ะ
ที่ทำให้คนเราเกิดความรู้สึก ความคิดอ่าน
ที่แตกต่างกันออกไป

คำอาจนำความสุขและความทุกข์มาสู่ผู้ใช้ 
ก็ด้วยมันมีความหมายต่อใจแตกต่างกันไป
ยิ่งหากเราเผลอลืมไปว่า 
คำ ก็แค่ตัวแทนส่วนหนึ่งของความคิดอ่าน
ที่คนเราต่างต้องการสื่อสารกันในความหมายที่ตนมี
ที่ตนต้องการบอก ต้องการสื่อสาร 
ก็เท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม
หากมองในแง่คนเราคือพื้นที่ทางศิลปะ
คำ ๆ หนึ่ง ทั้งรูปเสียง รูปลักษณ์อักษร 
และความหมายของมันที่เราหมายเอา ถือเอา
ก็อาจเปรียบเหมือนสีสัน
ที่จักแต่ง จักแต้มจิตใจคนเรา
ให้มีสีสันอย่างนั้น ๆ ตามมันไป

นี่คือสิ่งที่ รายการ "คำแต้มฅน"
อยากจะมาสื่อสาร
โดยยกคำ ๆ หนึ่ง มาคุยกัน ในแต่ละครั้ง ๆ ไป

เพื่อย้ำเตือนความเหมือน ความต่างของความหมายของคำ
ที่คนเรามีเหมือนต่างกันได้เป็นธรรมดา
และเพื่อย้ำเตือนว่า คนเรามีอิสระพอนะ
ที่จะไม่คกเป็นทาสความหมายของมัน

"คำใช้ฅนเป็นพื้นที่แต้มสีสันตามความหมายของมันได้ 
ฅนเราก็สามารถใช้คำเพื่อเพิ่มสีสันชีวิต
ให้โลกนี้สดสวยใสกระจ่างได้ด้วยเช่นกัน"

แล้วพบกับ "คำแต้มฅน" ครั้งไปครับ สวัสดี.











ที่สุดของรัก

คลิก ฟังเพลงกันครับ ที่สุดของรัก  คือเห็นความงาม เป็นความจริงล้ำค่า ที่สุดของเข้าใจ คือแสงเช้าสาดต้องยอดยางนาต้นใหม่ เป็นความปรารถนาผ่องพริ้...