วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2566

ลมยิ่งไล้ใจยิ่งรัก

ฟ้ากระจ่างพราวด้วยนวลแสงเดือน
ค่ำคืนเงียบเชียบ
เหมือนถูกขังเดี่ยว
สัมผัสใจหวิวหวาด
ในคิดถึงตรึงตรา
ใครคนนั้นมิอาจรู้ได้
ใครคนนี้ก็เช่นกัน
ต่างที่อยู่ดำรงจิต
เส้นทางเดินหัวใจ
มิอาจสอดรับในขนบค่านิยม
---ศีลธรรมสมมติ
เป็นคืนงามปนอาดูร
แต่สุดที่รัก พิศสิ!
และแล้วสายลมก็เดินทางผ่านมา
เดือนมกราก็ค่อยเคลื่อนขบวนรู้สึกรู้สาพลิ้วแผ่ว
เถิดสายลมฝัน
โลมไล้ห้องใจเหงาเถิด
กระซิบสายลมรำเพย
นำพารักและห่วงใยในข้า
ไปดูแลด้วยสิเน่หา
คนไกลที่นึกหน้าทุกคราให้ปลื้มปริ่มอิ่มอกใจ
ฝากยิ้มไปเคียงยิ้ม
ฝากคำพรไปต่อพรชัย
โอ...ยิ่งสายลมโลมไล้กระชั้น
รักยิ่งเพิ่มพูนหลายเท่าทวีเทิน
อกใจสะพรั่งด้วยมวลสะเลเตช่อหอมละมุน
ราวอดีตกอนวลดอกขาวพราวไสว
ข้างตุ่มน้ำฝนวิเศษ
ใกล้ชายคาเทิบคลุมบันไดไม้ขึ้นบ้าน
หลังเก่าเดิมดาอวลกระอายรักอุ่นบรรดาญาติเครือนั้น
พลัน...ทุ่งสะเลเตกลีบขาวสะอ้าน
ขยับขยายไปทั่วโลกหล้าและจักรวาล.

ทางหอม
อัง.10.02.2023/2566

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2565

คิดทำทีละอย่าง | จดหมายจากนามน | ฉบับที่ 1


แสงเดือนที่รัก

ความคิดถึงยังคงมีอำนาจเหนือจิตใจ ฉันไม่อาจปฏิเสธตนเองได้แม้เพียงน้อย แต่นับว่าเป็นสิ่งดีวิเศษสุด ที่ฉันมีอยู่ เพราะอย่างที่เธอรู้ สุขภาพทางการเงินของฉันมันไม่ดีนัก สัมพันธภาพความเป็นมิตรกับใคร ๆ ก็ค่อนข้างแย่ และการงานแห่งความฝันที่ทำอยู่ก็มิได้ก้าวหน้าเท่าที่ควร

เนื่องด้วยงานเขียนนิยายของฉันนี่แหละ ที่ฉันอยากจะเล่าให้เธอฟัง หากเธออยากจะฟัง หวังว่านะ หวังว่าเธอคงไม่ว่า หรือคงไม่เบื่อหน่ายเสียก่อน

แต่ก่อนอื่น อยากถามเธอว่า สุขภาพร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง หลังรู้ว่าติดโควิดหายแล้ว แต่ยังเจ็บขาเจ็บเข่า ไปหาหมอหรือยัง อยากพาไปจัง อยู่ใกล้กันคงดีกว่านี้ คงได้ดูแลใกล้ชิด

เอาเป็นว่า จดหมายนี้คือตัวแทนฉันนะ พับใส่กระเป๋าไปด้วยหน่อยสิ ยามเธอไปพบหมอ เสมือนหนึ่งว่าฉันไปกับเธอด้วย จะได้มีเพื่อนไง

กลับมาที่ฉัน ที่เปรยไว้ว่านิยายที่ฉันคิดแต่ง วางโครงเรื่องไว้หลายเรื่อง เขียนทุกเรื่อง จับวาง ๆ เลยไม่ก้าวหน้า ยังไม่จบเลยสักเรื่อง ทั้ง ๆ ที่ตั้งเป้าว่า ปีนี้ควรได้ต้นฉบับนิยายสั้นสักเรื่อง นี่ก็เหลืออีกไม่ถึงเดือนแล้ว ฉันคงล้มเหลวอีกตามเคย

เธอคงไม่ชอบคนล้มเหลวแน่ ๆ หรือเป็นใคร เขาก็คงไม่ต้องการคนล้มเหลวหรอก จริงไหม

แม้ความมุ่งมั่นในใจฉันจะมีอยู่ แต่พลังของมันดูลดน้อยถอยลง ก็ได้รอยยิ้มของเธอในรูปถ่ายในเฟสนั่นแท้เชียว ที่ฉันแอบไปยลไปหยิบยืมเอาประกายใสส่อง มาชูช่วยให้ตนตื่นฟื้นแรงใจแรงกาย พอได้แต่งนิยายต่อได้

จากนี้คือเรื่องเล่าของเมื่อวาน ที่ฉันได้ลงแรงใจกายทั้งหมดอยู่กับตัวเอง ไม่ได้เปิดดูมือถือ ไม่ได้ออนไลน์อะไรกับใคร ไม่ได้ส่องเฟส ชมคลิปในช่องทางใด ๆ

หลังจากจิบกาแฟดำตอนเช้าเสร็จ ฉันก็นั่งขลุกที่โต๊ะเขียนหนังสือ หยิบสมุดร่างเค้าโครงนิยาย และสมุดร่างนิยายทั้งหลายเป็นสิบเล่ม มาพลิกดู 

เวลาล่วงไปจนได้ยินเสียงพระตีกลองเพล ดังข้ามทุ่งข้ามป่าหัวนามาถึงกระท่อมนามนคนหมอง ฉันจึงวางงานตรงหน้า ลุกขึ้นเดินไปผ่อนคลายอารมณ์สักหน่อย 

ใต้ต้นสะแบงนา ห่างจากช่องหน้าต่างกระท่อมที่ฉันผละมาไม่ถึงสามสิบเมตร ฉันยืนแหงนหน้าขึ้นไปมองทรงพุ่มที่สะแบงแผ่กิ่งก้านออกไปจนคลุมลานหญ้าหลังกระท่อม

ปลายเดือนพฤศจิกาเช่นนี้ ทุ่งข้าวที่อยู่ถัดไป ชาวบ้านใช้รถเกี่ยวข้าวนำเมล็ดข้าวสีทองไปตากไปขายเสร็จแล้ว ปล่อยเหลือไว้แค่ตอซังข้าว และฟางข้างที่รถคายออกมาเกลื่อนผืนนา

ท้องทุ่งยามนี้ กลิ่นฟางข้าวสดหอมยิ่งนัก อยากให้เธอมาดมดอมกลิ่นหอมแบบนี้กับฉันจัง เธอต้องชอบแน่ ๆ นักเดินทางที่ฉันรัก

ไม่กี่วันก่อนนี้เอง ตอซังและฟางข้าวไม่เหงาอีกต่อไป เพราะหมู่สะแบงที่ขึ้นกระจายต้นในท้องทุ่ง ต่างพร้อมใจกันผลัดใบเก่า มวลหมู่ใบแก่ชราร่วงร่ายลงซบตอซัง ฟางข้าว และดินนา

จำเพาะต้นสะแบงใหญ่ที่ลานหญ้าหลังกระท่อมนามนคนพ่าย มันผลัดใบก่อนเพื่อนเป็นสัปดาห์ทีเดียว อาจเพราะมันแก่ชรา หรือด้วยดินลานหญ้าเป็นเนินสูง ความชื้นน้อยกว่าในท้องทุ่ง ขณะที่เพื่อน ๆ สะแบงนาของมันเพิ่งได้ฤกษ์ผลัดใบกันเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง

ฉันยืนดูกิ่นก้านสะแบงต้นใหญ่ไร้ใบ มันช่างงามนัก เป็นภาพที่ทรงพลังมาก เปลือกสะแบงสีออกเทาเข้ม ขับเน้นให้ทรวดทรงลำต้นและกิ่งก้านใบดูเข้มขลัง

เมื่อจ้องมองไปที่ยอดก้านที่ต่อไปจากกิ่งที่เอนไปทางกระท่อม ฉันอดยิ้มไม่ได้ ปลายก้านทั้งหลายที่แทงแยกออกไปนั้น กำลังแต่งจูมยอดสดใหม่ ไม่ช้ามันจะแตกเติบโตเป็นยอดใบใหม่ แทนใบเก่าที่นอนซบแผ่นดินอยู่เบื้องล่าง 

จูมยอดแต่ละอัน มันทำหน้าที่มัน ก้านใครก้านเเรา กิ่งใครกิ่งเรา เมื่อแต่ละก้านละกิ่งทำหน้าที่ตนแล้ว ไม่นานยอดใบใหม่ก็จะพรึบเขียวเต็มทรงพุ่ม แล้วคงไม่ถึงสิ้นปีดอก จูมยอดของก้านกิ่งก็จะแตกเป็นช่อดอกสะแบงช่อใหม่ จากนั้นเมื่อกลีบดอกร่วงราย หมากสะแบงที่เกิดแต่ดอกทั้งหลายก็จะอวดตนในต้นฤดูแล้ง จนแก่จัดก็จะหล่นเป็นหมากปิ่นหมุนลอยละล่องเล่นลม นั่นแหละ ๆ เทศกาลแห่งผลหมากสะแบงที่มีปีกสีแดงเลือดเข้มก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ฉันอยากชวนเธอมาชมด้วยกันจังเลย ดอกสะแบงกลีบเป็นริ้วสีนวล ๆ แทรกกลางกลีบด้วยแถบสีชมพูจาง ๆ หรือหากมาไม่ทันดอกสะแบงสะพรั่งต้น ก็อยากชวนเธอมาชมธรรมชาติต้นสะแบงในช่วงหมากผลสุก ปีกสีแดงของมันแต่งต้นตัดกับสีเขียวนวลของมวลหมู่ใบใหม่ อืม... มันน่าดูชมยิ่งนัก

เธอรู้ไหม คนชอบถ่ายภาพ ไม่ควรพลาดฉากประทับใจนี้เลยนะ ขอบอก

เช้านี้ ฉันวางสมุดร่างนิยายที่เหลืออยู่เล่มเดียวไว้บนโต๊ะ เล่มอื่นเรื่องอื่น ฉันเก็บขึ้นชั้นหนังสือไว้ก่อน ฉันมายืนคุยกับจูมยอดใบใหม่ของต้นสะแบง 

"ขอบคุณเจ้าหลายเดอ ที่เตือสติ บอกให้คิดทำทีละอย่าง แต่งนิยายทีละเรื่อง เหมือนที่เจ้าค่อย ๆ ให้จูมยอดปลายก้านแต่ละก้านจัดการตนเองทีละก้านไป ถึงเวลาจูมยอดก็แตกอ้าผลิใบอ่อนออกมา ทีละใบ ๆ แม้จะดูว่าเกิดมาพร้อม ๆ กัน แต่การอ้ากางออกของใบเจ้าแต่ละจูมยอด ก็ต้องผลิกางออกทีละใบ ๆ เป็นแน่แท้"

ลมเช้าโชยพัดเป็นระลอก ก้านกิ่งสะแบงที่กำลังจ่อจูมยอดใบ ต่างชูสล้างไม่สะทกสะท้านต่อแรงลมหนาวกรรโชก เหมือนมันกำลังบอกฉันว่า 

"นิ่ง ทน และสู้ทำไปทีละคำ ทีละประโยค ทีละย่อหน้า ทีละหน้ากระดาษ... แล้วนิยายเจ้าจะก้าวหน้า กลายเป็นต้นฉบับนิยายที่เจ้าหวังได้"

เอาละ ฉันต้องจบจดหมายนี้ก่อน วันนี้ฉันจะมุ่งเขียนนิยายให้ได้ อารมณ์กำลังมา สะแบงต้นใหญ่ส่งยิ้มมาให้ฉันแต่เช้าแล้ว แต่อย่างไรก็เถอะ รอยยิ้มของเธอต่างหากที่ฉันปรารถนา ปรารถนาจะยลใกล้ ๆ แบบที่ได้ดมดอมหอมกรุ่นกลิ่นเรือนร่างของเจ้าของรอยยิ้มไปพร้อมกันด้วย

รักษาสุขภาพตัวเองให้ดี ๆ แทนฉันด้วยนะ

รักและห่วงใยด้วยสายใจคล้องใจแนบอุ่นใกล้เสมอ ๆ

นามน คนไกล



วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ความยุ่งยากลากชีวิต


เคยได้ยินคนรุ่นแม่พ่อลุงป้าคุยกัน ถึงความลำบากยากยุ่งในชีวิตหลาย ๆ ด้าน ตอนนั้นเรายังเด็ก น่าจะไม่เกิน 10 ปี  ฟัง ๆ สิ่งที่ท่านเหล่านั้นคุย ก็ได้แค่ฟังผ่าน ๆ



เรื่องยุ่งยากที่เคยผ่านหู  ก็เกี่ยวกับภาวะการงานหนี้สิน ภาวะการเจ็บป่วย การตาย การผิดพ้องหมองใจในครอบครัวพี่น้อง ที่มันมักมาเกิดในห้วงเวลาเดียวกัน หรือพาดเกี่ยวกัน บ้างครั้งอาจมีอุบัติเหตุรถรา ไฟไหม้ คดีความ หรืออื่น ๆ มาสมทบอีก เราก็คิดในใจตามประสาผู้ด้อยประสบการณ์ "มันจะยุ่งยากอะไร มีอะไรก็แก้ไปสิ" 

พอชีวิตเดินทางผ่านวันวัย จะเข้าหลัก 5 รอมร่อแล้วนี่ โอ...ชีวิตนี่มันยุ่งยากจริง

มิน่าเล่า หลายคนที่ทนความยุ่งยากไม่ได้ ก็ชิงอำลาโลกไปด้วยวิธีการต่าง ๆ หรือปลีกตัวออกไปอยู่ตามลำพัง อาจถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า หรือแค่อยากมีเวลาให้ตัวเองเงียบ ๆ 

สาเหตุสำคัญของความยุ่งยากในชีวิต ณ บางจังหวะเวลานั้น  มันยุ่งยากทำให้ลำบากใจลำบากกายก็เพราะ มันช่างบังเอิญทับเทิน บางทีก็ยังซับซ้อนยุ่งเหยิงระคนปนเปกันไปหมด ทั้งปัญหาส่วนตัว ปัญหากับคนรัก ปัญหาของคนในครอบครัว ญาติพี่น้อง รวมไปถึงปัญหาอันเกิดเกี่ยวแก่เพื่อนฝูง  คนในที่ทำงาน หรือแม้แต่คนข้างบ้าน  ตลอดจนคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

ในภาวะเช่นว่านี้นั้น  สิ่งที่ผมเคยคิดเคยทำมา จนผ่านพ้นมาได้ แม้จะไม่ราบรื่นเรียบร้อยเสียทีเดียว ก็คือ การวางเรื่องส่วนตัวไว้ก่อน ประเภทเรื่องจะทำนี่นั่นเพื่ออนาคตเพื่อตนเองเป็นการเฉพาะซึ่งจะต้องลงเวลาลงแรงอีกมากกว่าจะเห็นผล อยากได้อยากดีอย่างไรก็วางมันไว้ก่อนเพื่อก้าวออกไปเป็นกลไกหาทางแก้ปัญหาที่เกี่ยวแก่คนใกล้ชิดในครอบของเราเสียก่อน โดยเฉพาะปัญหาการเจ็บป่วยที่ต้องดูแลกันให้ดี และความตาย-การจากพรากที่ต้องไปร่วมงานไว้อาลัย จัดการงานศพ นี่มันเร่งด่วน มันเป็นครั้งหนึ่งเดียวในชีวิตเราด้วย

แต่บางห้วงเวลานั้น  มันจะบ้าไปแล้ว ปัญหาทั้งหลายแหล่มันกลับเล่นตลกร้ายกับเรา เหมือนมันนัดกันมา มันกระโจนเข้ามาตะครุบเราแทบจะพร้อม ๆ กัน บ้าฉิบ!

ตอนนี้ล่ะ มันขึ้นกับมุมมองของใครของเราล่ะ

หากคนเรามองปัญหาที่รุมเร้าเป็นห่ากระสุนที่พุ่งเป้าที่ตัวเราแล้วคนเดียว จิตใจเราจักต้องพรุนแหละไม่มีชิ้นดีเป็นแน่

แต่เมื่อมองปัญหาเป็นแบบธรรมดา ธรรมชาติ ที่ใคร ๆ เขาก็มี ก็เป็น อาจมากบ้าง น้อยบ้าง หนักเบาต่างกันไปตามเหตุตั้งต้น ตามปัจจัยสนับสนุน อย่างนี้ก็พอฝืนยิ้มสู้ได้

ที่สำคัญต่อใจมาก ๆ คือการเปรียบเทียบในแง่บวกเพื่อให้กำลังใจตนเอง ควรนำมาใช้ให้เร็วที่สุด จะดีกว่าการเปรียบเทียบที่คอยแต่ทับถมตนเองให้จมดิ่งลงไปในทะเลลึกสีดำ และอย่างที่รู้ ๆ กัน ทั้งสองวิธีเปรียบเทียบปัญหาที่ว่ามานี้ เจ้าของปัญหาเท่านั้นที่จะเลือกใช้เอาเองและรับผลการเลือกนั้นเองด้วย

ที่เล่าไว้นี้ ก็เพื่อเตือนตนเองหรอกนะครับ 

หากเรายังอยากอยู่ต่อในโลกใบนี้ ย่อมต้องตั้งธงว่า "เราต้องผ่านพ้นวันคืนร้ายกาจนี้ไปให้จงได้" 

แล้วคุณล่ะ คิดต่างประการใด เห็นแตกประเด็นเป็นอย่างไรบ้าง ก็แวะมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

ผมเชื่อเช่นกันนะว่า ยามมีปัญหา หากได้ระบายออกไปเสียบ้าง ใจเราจะเบา ใจนิ่ง พร้อมจะก้าวไปสู้ชีวิตต่อ...

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

เรื่องแต่งควรช่วยคนเราให้รื่นรมย์

 ผมไปพูดกับวัยรุ่นเรื่องการพัฒนาเรื่องสั้น-นิยายมา

มีนักเรียนวิจารณ์เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งอย่างหัวเสีย

เขาว่า เนื้อหาสาระในเรื่องนั้นมันไม่ถูกต้อง เขารับมันไม่ได้


อารมณ์โกรธที่เขาแสดงออกผ่านเสียงพูดและกริยาท่าทางเอาจริงเอาจังอย่างนั้น

ก็พอจะอ่านสีหน้าที่อยู้ใต้หน้ากากอนามัยนั้นได้


เรื่องนี้มันติดในหัวผมมาหลายวัน

กลัวเหลือเกินว่า "เรื่องแต่ง" จะไปทำร้ายใครแบบนั้น


ผมให้เขามาหน้าชั้นเรียน  ปล่อยให้เขาพูดจนพอใจ โดยไม่ขัด 

แล้วให้ผู้แต่งเรื่องสั้นได้พูดบ้าง นักเขียนก็ยอมรับว่าข้อมูลที่บรรยายเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า

ในย่อหน้าที่คนอ่านพูดถึงมันไม่ครบถ้วนจริง ๆ เขายอมรับ และเขาได้แย้งด้วยว่า 

ย่อหน้าดังกล่าวมันเป็นแค่ เป็นแค่ความคิดเห็นของตัวละครตัวหนึ่งที่เป็นเด็กนักเรียน 

มันก็ย่อมสมเหตุสมผลที่มันไม่สมบูรณ์ (เหมือนตัวละครที่เป็นจิตแพทย์ หรือนักจิตบำบัด 

-อันนี้ผมว่าเสริมในใจ)


หลังจากทั้งสองพูดแล้ว ผมก็ได้ย้ำว่า เรื่องสั้นคือเรื่องแต่งนะ 

คนอ่านไม่ควรจริงจังกับมันจนเกินไป


แล้วผมจึงบอกว่า ผมชอบโครงเรื่องที่เรียบง่ายของเรื่องมากกว่าสาระข้อมูลของโรค

เรื่งราวชีวิตนักเรียนช่วงรอแม่มารับ กลับบ้าน ทานข้าว เข้าห้องนอน...


แม้ผ่านมาหลายวัน ตอนนี้ผมก็ยังรู้สึกเป็นห่วงวัยรุ่นชายคนนั้น 

แต่คิดว่า เมื่อเวลาผ่านไปเขาคงคิดได้ว่า 

"เรื่องแต่งควรทำให้คนเรารื่นรมย์ เข้าใจชีวิตในทางสร้างสรรค์ มากกว่าเคืองขุ่นขัดข้อง"





วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

ไปบ่ได้เด "สิริ" ทางฮิมห้วยก้ากวาก นี่แหม

ไปงานส่งสการพ่อผัน สะกีพันธ์ 
วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกา 2565
ที่หมานคือวัดโนนสะอาด ต.ดูกอึ่ง อ.หนองฮี จ.ร้อยเอ็ด
ให้"สิริ" นำทาง
ไปฮับมิตรน้ำหมึกยุวาริน-ออกจากอุบล เข้าเขื่องใน ไปคำเขื่อนแก้ว
แวะกินกาแฟยุมหาชนะชัย
เลยไปฮอดพลไว กินก๋วยเตี๋ยวชามเซรามิกใฟม่สะอาดรสชาติแซ็บ
เลยไปแน เลี้ยวขวาเข้าไปศิลาลาด แต่เลี้ยวขวาไปคลีกลิ้ง
"สิริ" ว่าให้ตรงไป
ฮอดห้วย "ก้ากวาก" ทางฮิมห้วยใต้ฝายน้ำล้น น้ำยังไหลผ่าน
ไปบ่ได้ ถามทางพี่น้องหาปลา เลยได้ย้อนขึ้นเหนือ
ขึ้นสะพานข้ามห้วย ผ่าน "อุทยานดงธรรม" 
ที่พี่น้องลาวสองฝั่งของมาปฏิบัติธรรมทุกปี 
ผ่านท่งนางามพวมถอก ต้นส้มแบง ต้นซาด ขึ้นเป็นจุด ๆ
แสงบ่ายอาบท่ง ใสเขียวงามราวมรกต...
กว่าจะถึงงานก็ถึงตินพระสวดกุสลาจบพอดี!

งานลอยกระทง งานรำลึกถึงสิ่งใด

ลอยกระทง ชวนคิด

หมายว่า ให้เรารำลึกถึงคูณค่าของน้ำ
คุณค่าแหล่งแม่น้ำ ลำคลอง ห้วยหนอง บึงบาง

คุณค่าน้ำ แหล่งกำเนิดและรักษาชีวิต
คุณค่าแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร แหล่งหล่อเลี้ยงชีวา

ไม่มีน้ำ ไม่มีแหล่งน้ำ
มีชีวิตคนในโลกได้ไหมเล่า

หากแต่งานรื่นเริงรื่นรมย์
ให้เวลา ให้รำลึก
ถึงคุณค่าอภิมหาศาลของน้ำและแหล่งน้ำ
หรือว่า เลือนรางเต็มที

ลอยกระทงส่งยิ้ม
ขอบพระคุณน้ำและแหล่งน้ำ





ที่สุดของรัก

คลิก ฟังเพลงกันครับ ที่สุดของรัก  คือเห็นความงาม เป็นความจริงล้ำค่า ที่สุดของเข้าใจ คือแสงเช้าสาดต้องยอดยางนาต้นใหม่ เป็นความปรารถนาผ่องพริ้...